เจ้าชายน้อย II
posted on 10 Jun 2009 14:34 by popsical in LittlePrince
เจ้าชายน้อย II
ค่ำคืนแห่งฝันร้าย ย้อนกลับมาอีกครั้ง หนึ่งปีที่ผ่านพ้นไปคือสิ่งพิสูจน์ วันนี้ผมแข็งแรงดีแล้ว...
ความมืดที่ปกคลุมลงมาทั่วบริเวณอพาร์ทเม้นทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ถนัดนัก หากด้วยความเคยชินทำให้ผมสามารถพาตัวเองมาหาโซฟาที่ริมระเบียงได้สำเร็จ ผมตื่นขึ้นมากลางดึกทั้งๆ ที่บอกกับตัวเองก่อนนอนว่า “เหนื่อย” แต่แล้วความรู้สึกบางอย่างก็กระตุ้นเตือนให้ผมต้องตื่นขึ้นมา
ผมไม่อยากจะให้ความสำคัญกับวันนี้มากนักเพราะความทรงจำเหล่านั้นไม่มีอะไรสักอย่างที่น่าจดจำ มันมีแต่ความหวาดกลัวและเจ็บปวด หากความคิดคือสิ่งที่คนเราสามารถควบคุมมันได้ยากที่สุด ถึงผมจะบอกกับตัวเองแบบนั้น แต่จิตใต้สำนึกลึกๆ กลับต่อต้าน ภาพเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีก่อนย้อนกลับมาราวกับภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำวนไปเวียนมา เสียงร้องตะโกน กลิ่นเหม็นไหม้ และความรู้สึกเจ็บจนเหมือนจะหายไปจากโลกใบนี้ มันชัดเจนจนอุปทานได้ว่ารู้สึกจุกเสียดไปตามท้องน้อยและบริเวณแผ่นหลัง เพราะความรู้สึกเหล่านี้มันรบกวนเสียจนผมนอนไม่ได้ต้องลุกขึ้นมาเพื่อสูดอากาศข้างนอก
ช่วงเวลาที่เงียบสงบที่สุดของบ้านคงหนีไม่พ้นเวลาดึกสงัดแบบนี้ กว่าเหล่าสมาชิกจะเข้านอนกันได้ครบทุกคนก็เกือบล่วงเข้าสู่เช้าวันใหม่แล้ว ผมแอบกังวลว่าถ้าลุกขึ้นมากลางดึกแบบนี้จะเจอใครสักคนไหม เวลาแบบนี้ผมยังไม่อยากพบหน้าใคร ผมไม่อยากตอบคำถาม ไม่อยากได้รับความเห็นอกเห็นใจ หรือแม้แต่คำปลอบใจ ผมอยากปล่อยช่วงเวลาเหล่านี้ให้กับความสงบเงียบ และความคิดกับเรื่องบางเรื่องที่ทับซ้อนขึ้นมานอกเหนือจากเรื่องอุบัติเหตุ เรื่องบางเรื่องที่มันสุมแน่นอยู่ในอกเสียยิ่งกว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น 12 ปี ที่ผมต้องอดทนรอคอยเพื่อจะได้พบกับใครคนนั้น และเกือบ 2 ปี ที่ผมต้องอยู่กับความรู้สึกนี้ ผมเพิ่งเข้าใจ การไม่ได้พบกันยังดีเสียกว่า การอยู่ใกล้กันแต่ไม่สามารถบอกความจริงทั้งหมดออกไปได้
อากาศสดชื่นและสายลมของช่วงเวลาที่ล่วงเข้าสู่วันใหม่มาได้สองชั่วโมงแล้ว ทำให้ผมหายใจได้สะดวกขึ้น ผมวางคางของตัวเองลงบนสองมือหนาก่อนจะใช้มันลูบใบหน้าเพื่อเรียกสติกลับมาอีกครั้ง เวลาแบบนี้คงไม่เป็นไรหากผมจะถอนหายใจดังๆ เพื่อระบายความอึดอัด แต่ก่อนที่ผมจะได้ทำอย่างที่ใจมันเรียกร้อง แว่วเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่เดินมาตามพรมก็ดังมาให้ได้ยิน ถึงจะรู้สึกหงุดหงิดใจที่ถูกขัดจังหวะสำหรับการนั่งคิดอะไรเพลินๆ เพียงคนเดียว หากผมก็ยังสามารถหันไปส่งยิ้มให้กับผู้มาใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็น คงเป็นใครสักคนที่อาจจะลุกมาทำธุระส่วนตัว หรือแอบหาอะไรกินยามดึก
ทันทีที่ผมหันหลังกลับไปแล้วพบกับดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ลมหายใจที่ถูกเก็บกักไว้ก็ดูเหมือนจะเลือนหายไป ร่างสูงคุ้นตาที่ไม่ได้พบกันเสียนานกำลังยืนมองตอบกลับมาที่ผม ราวกับเขาเองก็ตกใจที่ได้พบผมยืนอยู่ตรงนี้เหมือนกัน ผมปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักคำ ถ้าหากเป็นคนอื่นคงมีเสียงร้องทักทายด้วยความยินดี หรือไม่ก็อาจจะเดินเข้ามาตบบ่า จับมือด้วยความดีใจที่ได้เจอกัน หากกับคนตรงหน้าที่ปกติจะนิ่งเฉยอย่างไร วันนี้เขาก็ยังคงเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง คิมคิบอมไม่เพียงพูดน้อย แต่เขายังเป็นคนที่ไม่ชอบแสดงออกอีกด้วย
“เอ่อ...พี่เพิ่งกลับมาจากอเมริกาหรือ” และทุกครั้งก็ต้องเป็นผมที่เอ่ยคำถามออกไป ผมเคยสงสัย พี่คิบอมไม่เคยคิดจะคุยอะไรกับผมเลยหรือ เรื่องของผมไม่เคยมีอยู่ในห้วงความคิดของพี่เลยเช่นนั้นหรือ แตกต่างกับผมจัง
“อืม...” คนพูดน้อยยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมจนผมเองก็เกือบจนปัญญาจะหาเรื่องมาคุย
“แล้ว...ทำไมพี่มาที่นี่ละ ไม่...กลับบ้านหรือ” บ้านในที่นี้หมายถึงที่พักซึ่งพี่คิบอมแยกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง ไม่ได้อยู่รวมกับคนอื่นๆ เหมือนอีกหลายชีวิตที่นี่
“ไม่รู้เหมือนกัน...รู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่หน้าอพาร์ทเม้นแล้ว” คราวนี้พี่คิบอมทำให้ผมแปลกใจ ผมเลิกคิ้วสูงขึ้นและดูเหมือนเขาก็จะรู้ว่าผมรู้สึกอย่างไร มุมปากได้รูปจึงยกยิ้มขึ้นนิดๆ แล้วทรุดตัวลงนั่งตรงโซฟาตัวเดียวกับที่ผมเพิ่งลุกขึ้นมา ผมมองตามร่างสูงที่กำลังเหม่อมองออกไปยังความมืดข้างหน้าแล้วก็ได้แต่สงสัย ผมสงสัยๆๆ ทำไมผมถึงไม่เคยหยุดสงสัยได้เลยถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนตรงหน้า หากผมก็ยังคงไม่กล้าที่จะถามออกไปทุกเรื่อง
“นายจะไปนอนแล้วหรือ” พี่ช่วยขยายความหน่อยได้ไหม ว่าไอ้ประโยคที่เหมือนคำถามนั่น มันไม่ได้มีอะไรแอบแฝงความหมายของมันมีเพียงแค่ที่พี่ถามออกมาเท่านั้น...ใช่ไหม
“เอ่อ...ยังหรอก พอดีผมว่าจะเดินไปหาอะไรดื่มสักหน่อย พี่จะเอาด้วยไหม” เมื่อได้เห็นกริยาคล้ายอาการพยักหน้ารับ ผมจึงเลี่ยงไปทางตู้เย็นใบใหญ่ของบ้าน หยิบกระป๋องเบียร์ติดมือออกมาพร้อมกับน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวด ผมไม่แน่ใจว่าเวลาแบบนี้พี่คิบอมจะอยากดื่มอะไรมากกว่ากัน
ผมเลือกที่จะวางขวดน้ำเปล่าลงที่โต๊ะกระจกใกล้กัน แล้วจึงส่งเบียร์กระป๋องหนึ่งไปให้คนตรงหน้า พี่คิบอมเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะรับมันไปแล้วเปิดออกแทบจะทันที ผมมองคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ทั้งๆ ที่อายุของเราสองคนห่างกันแค่ไม่กี่เดือน แต่ผมกลับเรียกเขาว่าพี่ได้อย่างสนิทใจ แตกต่างกับรยออุคที่ผมคิดว่าเขาคือคนรุ่นเดียวกันอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่รยออุคอายุมากกว่าทั้งผมและพี่คิบอม
“นอนไม่หลับเหรอ” ผมชะงักมือที่กำลังจะส่งเบียร์เข้าสู่ลำคอตัวเองเมื่อได้ยินคำถามนั้นจากคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่มันแฝงแววสงสัยเต็มเปี่ยม
“ก็...เรียกว่างั้นก็ได้...อันที่จริงผมหลับไปแล้ว แต่...สะดุ้งตื่น....” ผมยับยั้งประโยคที่จะบอกถึงสาเหตุของการตื่นขึ้นมากลางดึกได้ทัน
“เจ็บ?” โชคดีที่ผมปล่อยเบียร์ลงคอไปจนหมดสิ้นแล้ว
“พี่...หมายถึงอะไร” พี่คิบอมเหลือบมองผมแวบนึ่งก่อนจะก้มลงมองกระป๋องเบียร์ในมือ
“วันนี้ครบหนึ่งปีแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันแค่คิดว่าบางทีนายอาจจะ...เจ็บ”
“ทำไมพี่ถึงคิดแบบนั้นละ” ผมถามออกไปเกือบจะทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ก็ผม...ผม เหมือนจะดีใจนะ
“มันต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ แค่คิดขึ้นมาเฉยๆ ไม่ได้หรือไง” เอาเถอะ สุดท้ายผมก็จนปัญญาที่จะโต้ตอบพี่จริงๆ เมื่อไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีไปกว่านั้น ผมจึงทำได้เพียงก้มลงมองกระป๋องที่อยู่ในมือ น้ำในกระป๋องลดลงไปกว่าครึ่ง แต่ไม่หรอก ผมไม่ได้คออ่อนขนาดนั้น เพราะฉะนั้นผมมั่นใจผมยังมีสติครบถ้วน หากคนที่อยู่ตรงข้ามผมนี่ละ เขายังครองความเป็นตัวของตัวเองได้มากแค่ไหนกัน
ต่อจากนั้นสิ่งที่เหลืออยู่จึงมีเพียงแค่ความเงียบที่คืบคลานเข้ามา อากาศยามดึกสงัดเย็นสดชื่น หากผมรู้สึกได้ถึงความอึดอัดจากคนข้างๆ ไม่ใช่ว่าเราสองคนจะไม่เคยอยู่ในสถานการณ์คล้ายแบบนี้ หากทุกครั้งที่เราได้นั่งข้างกันถึงแม้ทั้งผมและพี่คิบอมจะไม่มีใครเอ่ยปากพูดคำใดออกมา แต่รอบข้างของเราทั้งสองคนก็จะมีสมาชิกที่เหลือคอยดึงความสนใจเสมอ และครั้งนี้คือครั้งแรกที่เราทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกันตามลำพังจริงๆ ผมเพิ่งรู้ว่ามันทำให้คนข้างๆ อึดอัดจนต้องเผลอถอนหายใจออกมาดังๆ นี่ผมน่าเบื่อขนาดนั้นเลยหรือ
“พี่...เอ่อ อยากจะนั่งคนเดียวหรือเปล่า ผมจะได้ไม่กวน” ผมส่งเสียงถามออกไปพร้อมกับความรู้สึกเบาโหวงในช่องท้อง และไอ้อาการกลั้นหายใจเพื่อรอฟังคำตอบมันก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นละ ฉันสิมาแย่งที่นาย” พี่คิบอมพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืนราวกับจะสละที่นั่งให้ผมได้อยู่ตามลำพังเหมือนก่อนหน้าที่เขาจะเดินเข้ามา ผมเอื้อมมือออกไปเกือบจะทันทีที่พี่คิบอมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พร้อมกับรั้งข้อมือของคนเป็นพี่ไว้ก่อนที่เขาจะเดินจากไปจริงๆ
“คือ...พี่นั่งเถอะ ผมแค่คิดว่าพี่จะอึดอัด...เพราะ...เอ่อ...ได้ยินพี่ถอนหายใจ” ไม่รู้ว่าคำตอบที่ผมโพล่งออกไปตามตรงจะทำให้พี่คิบอมโกรธหรือเปล่า แต่ผมไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ อีกอย่างผมไม่เคยโกหก และที่สำคัญผมไม่อยากโกหก...
“อ๋อ...ไม่มีอะไรหรอก ไม่เกี่ยวกับนายเลย” อีกครั้งที่ประโยคห้วนๆ นั้นทำให้เกิดอาการวูบไหวขึ้นภายใน ก็รู้ว่าเป็นคนพูดน้อย ก็รู้ว่าเป็นคนชอบพูดอะไรตรงไปตรงมา แต่ผมก็ยังอดที่จะสะอึก กับคำพูดของพี่ไม่ได้สักที...ใช่ มันไม่เกี่ยวกับผมสินะ
“อ่อ...” ผมครางรับในคอได้เพียงแค่นั้น ผมทำได้ดีที่สุดเพียงแค่นั้นจริงๆ ความเงียบดูเหมือนจะกลายมาเป็นม่านบางๆ กั้นกลางระหว่างเราสองคนไว้เสมอ และวันนี้มันก็ยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี เมื่อทั้งผมและพี่คิบอมต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
ผมไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนที่เราปล่อยให้มีเพียงเสียงของลมหายใจที่ถูกส่งผ่านมา เพื่อพิสูจน์ให้ต่างคนต่างแน่ใจว่าใครคนใดคนหนึ่งยังไม่ได้ลุกหายไปจากที่แห่งนั้น ผมกำลังคิดว่าจะตัดสินใจพูดอะไรออกไปดีไหม หากเสียงทุ้มของคนที่นั่งข้างกันกลับถามคำถามที่ผมเองก็ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินออกมา
“ทำไมนายถึงมาเป็นนักร้องละ” ผมหันกลับไปมองหน้าพี่คิบอมด้วยความรวดเร็วเกินกว่าจะยับยั้งได้ทัน ผมอยากเห็นแววตาของพี่คิบอมยามที่เอ่ยถามประโยคนั้นออกมา ผมอยากรู้...พี่อยากรู้เรื่องราวของผมจริงๆ หรือพี่เพียงแค่...ชวนคุยฆ่าเวลากันแน่
“ผม...พี่อยากรู้จริงๆ หรือ” ผมย้อนถาม ภายในใจผมมันอุ่นวาบ ของเหลวที่ให้ความอบอุ่นดูเหมือนจะถูกส่งผ่านมาจากดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นยามที่พี่คิบอมจ้องตอบกลับมา ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมมาอยู่ที่ตรงนี้ เหตุผลหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่..ผมจะบอกพี่ได้ยังไงละ ผมจะบอกความจริงที่มันอัดแน่นอยู่ในอกนี้ได้อย่างไรกัน พี่ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหม ผมจะหาทางออกไปจากที่ตรงนี้ได้อย่างไรกัน
“ถ้านายลำบากใจ ก็ไม่เป็นไรหรอก อย่าสนใจเลย” เป็นอีกครั้งและก็เหมือนอีกหลายๆ ครั้งที่คนข้างๆ ตัดบทห้วนๆ ใส่ผมแบบนี้ ไม่ใช่นะ ผมอยากบอกพี่ อยากบอกความจริงทั้งหมด ผมไม่อยากเก็บมันไว้อีกแล้ว แต่ผมทำไม่ได้ ถ้าผมบอกออกไปพี่จะเชื่อผมหรือ
“ผมมาเป็นนักร้องเพราะว่า...ผมอยากเจอใครคนนึง” ถึงมันจะเป็นความจริงเพียงแค่เศษหนึ่งในร้อย แต่อย่างน้อยๆ ผมก็ไม่ได้พูดโกหก
“แค่นั้นหรือ” ผมทันเห็นพี่คิบอมขมวดคิ้วเข้าหากัน ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบที่ได้รับ
“ครับ แค่นั้นล่ะ” ผมกลั้นใจตอบออกไป แล้วก็ได้แต่รอฟังว่าพี่คิบอมจะตอบกลับมาว่าอย่างไร แล้วผมก็ต้องพบกับความประหลาดใจอีกครั้งเมื่อได้ยินสิ่งที่พี่คิบอมพูดต่อมา
“นายหมายถึงมิคกี้ยูชอนใช่ไหม ฉันได้ยินมาว่านายชื่นชมเขามากนี่” ขอเถอะ ไอ้ลักษณะตอบแบบห้วนๆ ไม่แสดงสีหน้าหรือว่าอารมณ์เนี่ย พี่เลิกได้ไหม ผมเดาใจพี่ไม่ออกจริงๆ ว่าพี่คิดยังไงในตอนที่พูดประโยคนั้นออกมา
“อ่อ...ก็ใช่...” ผมพูดได้เท่านั้นแล้วดูเหมือนเสียงของผมจะถูกบางอย่างปิดกั้นไว้ ผมเลือกที่จะเงียบและได้แต่ภาวนาอยู่ในใจขออย่าให้พี่คิบอมถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย ผมไม่อยากพูดโกหกจริงๆ
“หนึ่งปีแล้วสินะ เร็วเหมือนกัน ตอนนั้นจำได้ว่าฉันกำลังพักร้อนอยู่ต่างจังหวัด แล้วก็ถูกพี่ฮีชอลโทรไปตามตัวกลับมา บอกว่าพวกนายประสบอุบัติเหตุ” อยู่ๆ พี่คิบอมก็พูดเรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมแปลกใจกับพฤติกรรมแปลกๆ ของคนข้างๆ ไม่น้อย
“ไม่คิดว่าพี่จะจำได้” น้ำเสียงของผมมันบ่งบอกอารมณ์ออกไปหรืออย่างไร ทำไมพี่คิบอมถึงได้จ้องหน้าผมราวกับว่าผมได้พูดสิ่งที่น่ารังเกียจออกไปแบบนั้น
“ทำไมละ ฉันเองเมื่อปีที่แล้วก็มีเรื่องที่ลืมไม่ลงเหมือนกัน” พูดแค่นั้นแล้วก็เงียบไปอีกครั้ง ผมต้องข่มกลั้นความอยากรู้ที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในอย่างยากลำบาก สุดท้ายผมก็ทำได้สำเร็จ เพียงแต่...
“เล่าให้ผมฟังได้ไหม” ผมถามออกไปเพราะอยากรู้ ต้องการจะรู้ว่าตอนนั้นมันแค่ความฝันหรือว่า...ผมได้เจอพี่อีกครั้งจริงๆ
“นายอยากรู้เหรอ” ผมพยักหน้าตอบรับพร้อมกับอดทนรอเมื่อพี่คิบอมเงียบไปอีกครั้ง แล้วก่อนที่ความอดทนของผมจะถูกทดสอบมากไปกว่านี้ พี่คิบอมก็เริ่มต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผมฟัง ตลอดเวลาที่นั่งฟังเสียงทุ้มต่ำนั้น เหตุการณ์ต่างๆ ก็ดูเหมือนจะแจ่มชัดอยู่ในห้วงความคิดของผม ทุกคำพูด ทุกภาพบรรยากาศมันลอยอยู่ตรงหน้าราวกับว่าผมย้อนเวลากลับไป ณ เวลานั้นอีกครั้ง
1 ปีที่แล้วของพี่คิบอม หากนั่นคือสิ่งที่ผมรอคอยมาตลอด 14 ปี
ผมกำกระป๋องเบียร์ในมือแน่นจนเป็นรอยบุบ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ดีใจที่พี่ยังจำเด็กชายเล็กๆ ที่เรียกตัวเองว่า”เจ้าชายน้อย” ได้ หรือว่า เสียใจที่พี่ไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่าตอนนี้ “เจ้าชายน้อย” คนนั้นนั่งอยู่ตรงข้ามกับพี่ตรงนี้แล้ว อารมณ์ของผมทั้งขึ้นสูงและดำดิ่งลงต่ำอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
มันคือความผิดพลาดที่ถามคำถามนั้นออกไป ผมเพิ่งตระหนักได้ในนาทีนั้นเอง
สายตาของพี่คิบอมยังคงมองตรงไปยังสีสันของเช้าวันใหม่ที่เริ่มชัดเจนขึ้นตามลำดับ สุดท้ายผมก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบ ระหว่างเราสองคนเหลือแต่ความเงียบนับตั้งแต่พี่คิบอมเล่าเรื่องเมื่อหนึ่งปีก่อนจบลง ผมพูดอะไรไม่ได้ เหมือนกับที่พี่คิบอมเองก็ไม่คิดจะพูดอะไรออกมามากกว่านั้น
“พี่จะนอนสักนิดไหม หรือว่า...” คนเป็นพี่เบือนหน้ามามองผมก่อนจะหยุดสายตา บังคับให้มองเพียงแค่โต๊ะตรงหน้าอีกครั้ง ตอนนี้สว่างแล้ว มีแสงเพียงพอสำหรับมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจน แต่พี่คิบอมก็ยังเลือกที่จะมองเพียงแค่เฟอร์นิเจอร์เท่านั้น
“ไม่ละ ฉันกลับเลยดีกว่า นายจะไปนอนก็ไปเถอะ” ครั้งนี้ผมยินดีทำตามความต้องการของพี่คิบอมอย่างเต็มใจ การเดินจากมาโดยที่ยังมีสิ่งติดค้างอยู่ในใจมากมายมันลำบากกว่าที่ผมคิด ทุกก้าวมันหนักขึ้นพร้อมกับความคิดที่วนเวียนอยู่ในสมอง หรือบางทีผมควรจะเลิกหวัง เลิกรอคอย แล้วทำเป็นว่าเหตุการณ์เมื่อ 14 ปีก่อนคือความฝันเหมือนกับเมื่อ 1 ปีก่อนดี บางที ความฝันมันอาจจะดีกว่าความเป็นจริงมากนัก เหมือนกับที่ใครหลายๆ คนยินดีจะลอยวนอยู่ในห้วงแห่งความฝันมากกว่าเผชิญหน้ากับความเป็นจริง
“ครับ...ที่โน้นอากาศร้อนมากไหม ได้ยินว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด” เจ้าของเสียงโทนสูงของวงกรอกประโยคคำถามผ่านไปยังใครอีกคน ที่ถึงจะไปทำงานไกลถึงเมืองไทยแต่ก็ยังสู้อุตส่าห์โทรกลับมาเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้เสียงแจ๋ว
(ร้อนมาก ร้อนที่สุดเลยละ นี่ขนาดยังไม่เที่ยงเลยนะ ยังร้อนจนฉันแขนไหม้แล้ว กลับไปมีหวังหล่อเข้มกว่าเดิมแน่ๆ) ปลายสายถึงจะบอกว่าร้อนมากเพียงใดหากน้ำเสียงก็ยังคงสดใส
“ทำงานกันตั้งแต่เช้าเลยนะครับ พี่ตื่นตั้งแต่กี่โมงเนี่ย”
(ฉันโทรมาปลุกนายหรือเปล่า) คนเป็นพี่กลับถามไปอีกเรื่อง คิมรยออุคเพียงแค่อมยิ้มน้อยๆ กำลังจะตอบคำถามหากสายตาเหลือบไปพบกับรังสีอำมหิตจากใครอีกคนที่มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“เอ่อ..เปล่าหรอกครับ พี่ลืมไปแล้วหรือว่าที่นี่มันเร็วว่าเมืองไทยตั้ง 2 ชั่วโมง” กระต่ายตัวอวบหรี่ตาลงก่อนจะยกสองมือขึ้นประสานกันบนอก กระแทกตัวลงนั่งข้างๆ คนตัวเล็กที่สุดของวง รยออุคเพียงแค่ชายตามองแต่ยังทำเฉยได้อย่างน่านับถือ
(เออ จริงด้วยพี่ลืมไป ว่าแต่นายกำลังทำอะไรอยู่หรือเปล่า ถึงเวลาเรียนภาษาจีนหรือยัง) ถึงจะอยู่กันคนละประเทศหากลีทงเฮก็ยังคงเป็นพี่ที่ห่วงใยน้องอยู่เสมอ
“ยังหรอกครับ บ่ายๆ กว่าอาจารย์จะมา แล้วพี่ยังไม่ต้องทำงานหรือครับ” ถามได้โดนใจซองมินเหลือเกิน เด็กหนุ่มรอคอยและแสนจะอยากรู้ ลีทงเฮไปทำงาน แต่ทำไมมีเวลาโทรกลับมาคุยเล่นกับรยออุคได้ คราวนี้กระต่ายที่วันนี้ไม่ได้ใส่สีชมพูก็แนบหูลงไปหาโทรศัพท์ทันที รยออุคเองก็เฉยไม่ได้หลบเลี่ยงหรือผลักไส
(..........) ไม่รู้ว่าทงเฮตอบกลับมาว่าอย่างไร เพราะตอนนี้โทรศัพท์เครื่องเล็กของเขามันลอยไปอยู่ในมือของคนอีกคนที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่มนุษย์แอบฟังโทรศัพท์คนอื่น
“ได้ข่าวว่าไปทำงาน แต่ดูเหมือนว่านายจะมีเวลาว่างมากงั้นสิ ลีทงเฮ สบายจริงนะ” กระต่ายน้อยกดเสียงต่ำลงแต่ก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิดจนรยออุคต้องเผลอยิ้มออกมา
(อ้าว ซองมินเหรอ สบายดีไหม) ปลาน้อยอีกฝากหัวเราะเสียงแหบกลับมาอย่างคนอารมณ์ดี หากกระต่ายตัวอวบกลับไม่ดีด้วย
“โอ้ ไม่น่าเชื่อว่านายยังจำเสียงฉันได้ นึกว่าจะจำได้แต่คนที่ไปอยู่จีนด้วยกันเสียอีก ทำไมคิดถึงกันมากหรือไง ห่างกันแค่สองสามวันถึงกับต้องโทรหา มีเงินเหลือใช้มากนักหรือไงวะ” ซองมินบ่นๆๆ และบ่น จนคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับปล่อยเสียงหัวเราะพรืดออกมาอย่างสุดจะกลั้น แล้วจึงได้สายตาคาดโทษกลับไป
(ฉันโทรหานายเหมือนกัน แต่นายไม่รับสาย) ทงเฮพุ่งเข้าประเด็นเสียจนคนที่กำลังอ้าปากจะต่อว่าต้องอ้าค้าง แล้วจึงค่อยๆ หุบลงก่อนจะนั่งลงอย่างสงบบนโซฟาอีกครั้ง
“จริงเหรอ? เมื่อไหร่”
(เมื่อกี้ ก่อนหน้าที่ฉันจะโทรหารยออุคนี่แหละ) ร่างกลมวิ่งตุ่บๆ ผ่านห้องทุกห้องในบ้านไปจนถึงเตียงนอนของตัวเอง ก่อนจะดึงเอาโทรศัพท์สีหวานออกมากดดูหมายเลขโทรเข้า แล้วก็ได้แต่อ้ำอึ้ง เดินคอตกกลับมาที่เดิม ที่มีรยออุคมองมาด้วยความสะใจ
“สงสัยคงโทรมาตอนที่ฉันเข้าห้องน้ำแหละ...แล้วนาย เอ่อ ยังไม่ต้องถ่ายโฆษณาหรือ หรือว่าพักกอง” น้ำเสียงอ่อนลงจนลูกปลาน้อยยิ้มแก้มปริ
ปลายสายจะพูดอะไรมาอีก คิมรยออุคไม่แน่ใจเพราะกระต่ายน้อยเงียบเสียงไปแล้วจะมีเพียงอาการพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะยิ้มแห้งๆ ส่งโทรศัพท์คืนมาให้เขาอีกครั้ง ปรากฏว่าปลายสายวางไปแล้ว รยออุควางโทรศัพท์ลงข้างตัวก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับหนังสือที่อยู่ในมือต่อไป ทำราวกับว่าเขาอยู่เพียงคนเดียว
“ทงเฮฝากบอกว่าให้ฉันดูแลนาย ให้นายพักผ่อนเยอะๆ ...ทำไมไม่บอกว่าไม่สบาย” ตอนท้ายของประโยคเปลี่ยนมาเป็นน้ำเสียงคาดคั้น กระต่ายตัวกลมเอนกายเข้าหาเพื่อใช้หลังมือแตะลงที่หน้าผากน้องเพื่อวัดระดับความร้อน
“ผมไม่เป็นอะไรแล้ว แค่อากาศเปลี่ยนก็เลยมึนๆ นิดหน่อยตอนกลับมาถึง ตอนนี้สบายดีแล้ว”
“ทำไมไม่บอก ฉันอยู่กับนายที่นี่นายไม่ยอมบอกสักคำ แต่ทงเฮอยู่ไกลถึงเมืองไทยกลับรู้ว่านายเป็นอะไร” ว่าแล้วก็เม้มปากจนเป็นเส้นตรง กอดอกแน่นขึ้น
“ซองมินครับ...พี่เป็นห่วง...หรือว่า...” คราวนี้กระต่ายตัวเดิมเป่าลมจนแก้มกลมๆ ป่องเต็ม กระแทกตัวเองพิงพนักโซฟาอย่างมีอารมณ์แต่ไม่ยอมตอบคำถามคนตัวเล็กของวง
“พี่หึงใครกัน...ผม หรือว่า...พี่ทงเฮ” รยออุคทำตาเจ้าเล่ห์ เท้าคางลงกับมือที่วางอยู่บนตักถามย้ำเสียงเรียบ ได้ยินคำดังนั้นแล้ว กระต่ายที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรก็ถึงกับกระโดดลุกขึ้นยืนก่อนจะตะโกนเสียงดัง
“นายจะบ้าเหรอ...ท่าทางจะไข้ขึ้นจนเพี้ยนไปแล้ว ฉันไม่คุยด้วยละ ไปดีกว่า” หากน้องเล็กกลับรั้งข้อมือของซองมินไว้ ดึงให้นั่งลงข้างกันอีกครั้ง และครั้งนี้คิมรยออุคกลับเอนหลังลงพิงหลังของคนขี้งอนยึดไว้ไม่ให้ไปไหนก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“ผมเป็นห่วงคยูฮยอนจัง!” น้องชายเปลี่ยนเรื่องจนคนเป็นพี่ตามไม่ทัน หากก็ยอมให้อีกฝ่ายทอดน้ำหนักลงหาแผ่นหลังของตัวเองอย่างไม่เกี่ยงงอน
“ห่วง...ห่วงทำไม? ห่วงเรื่องอะไร?” ซองมินไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่น้องต้องการสื่อคืออะไร หากก็ไม่สามารถนิ่งดูดายได้ ในเมื่อคนที่กำลังทำท่าเป็นทุกข์(ในเรื่องของคนอื่น)คือน้อง และอีกคนที่กำลังถูกเป็นห่วงก็น้องเล็กเหมือนกัน
“ว่าไง...” ถามย้ำอีกครั้งเมื่อยังไม่ได้คำตอบ รยออุคทำเพียงถอนหายใจ
“เมื่อคืนนี้คิบอมกลับมาแล้วนะ พี่รู้หรือยัง” รยออุคเลือกที่จะพูดเรื่องอื่นแทน หากซองมินรู้ดี เรื่องนี้มันเกี่ยวกันดีกับเรื่องที่ว่ารยออุคเป็นห่วงคยูฮยอน
“รู้ได้ไง?”
“ผมเจอคิบอมตอนเช้า นั่งอยู่ริมระเบียง...คนเดียว” คราวนี้ซองมินขมวดคิ้วฉับ
“ทำไมคิบอมถึงอยู่ที่ริมระเบียงละ?” นั่นเป็นสิ่งเดียวกับที่รยออุคเอ่ยปากถามเพื่อนออกไปในตอนเช้าที่เจอกัน หากสิ่งที่เขาได้รับกลับคืนมาคือรอยยิ้มเรียบ ก่อนเจ้าตัวจะขอตัวกลับห้องของตัวเองทันที
รยออุคสำรวจสภาพของระเบียงก่อนจะมั่นใจว่าเพื่อนเขาคงไม่ได้นั่งอยู่คนเดียวตลอดทั้งคืนแน่นอน และคนแรกที่เขาคิดถึงก็คือคนเดียวกับที่กำลังเป็นห่วงอยู่ตอนนี้ คนที่มักจะนิ่งเงียบแต่ก็มองความเป็นไปของทุกคนในวงอย่างเขาค่อนข้างมั่นใจว่าน้องเล็กของวงคิดยังไงกับคนพูดน้อย และถ้าหากเมื่อคืนนี้สิ่งที่เขาคิดไว้ไม่ผิดพลาด ซึ่งมันไม่มีทางพลาด คยูฮยอนคือคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้
แรงกระทุ้งที่สีข้างเรียกสติของเด็กหนุ่มกลับคืนมาจากห้วงความคิดของตัวเอง ซองมินยังคงรอคำตอบ หากรยออุคเองก็ไม่สามารถตอบอะไรได้มากไปกว่านี้ และก่อนที่เขาจะถูกกระต่ายกระโดดงับ หมาป่าก็เข้ามาช่วยชีวิตแกะน้อยๆ อย่างเขาไว้ได้ทัน
“อ้าว...ทุกคนออกไปทำงานกันหมดแล้วหรือ?” ร่างสูงโปร่ง ผิวขาวจัดรับกันดีกับผมสีดำสนิทที่ถูกตัดให้สั้นลงกว่าเดิมเล็กน้อยเอ่ยปากถาม ไม่เจาะจงใครเป็นพิเศษ รยออุคและซองมินถอนหายใจพร้อมกัน แต่ด้วยคนละเหตุผล
“อืม ไปกันหมดแล้ว เหลือเท่าที่เห็นนี่ละ”
“แล้วพี่ไม่มีงานทำเหรอ ทำไมยังอยู่บ้าน หรือว่าหยุด” สายตาคมมองมาทางพี่ชายตัวกลมที่ยังคงเสียสละแผ่นหลังให้รยออุคพิงอยู่ ลีซองมินเบ้ปากนิดๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“วันหยุดนะสิ ถ้าไม่หยุดฉันจะมานั่งอยู่ตรงนี้เหรอ?” คยูฮยอนไม่ใคร่เข้าใจอารมณ์ของพี่ร่วมวงนัก เพราะคยูฮยอนไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาเป็นตัวขัดจังหวะนะสิ...
“เราไปกันเลยดีไหม?” รยออุคถอนแผ่นหลังคืนอย่างกะทันหันปล่อยให้กระต่ายหงายหลังตึงลงบนโซฟานุ่มอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แล้วจึงตามมาด้วยเสียงร้องโวยวาย
“พี่จะไปด้วยกันไหมซองมิน?” คยูฮยอนปิดปากของอีกฝ่ายด้วยคำชวนง่ายๆ แต่มันได้ผลเมื่อซองมินหุบปากสนิท
“ไปได้เหรอ...ฉันไปได้เหรอรยออุค?” คนอายุมากที่สุดในตอนนี้หันกลับไปถามรยออุคแทน พร้อมกับทำตาแป๋วไปด้วย รยออุคยิ้มบางก่อนจะพยักหน้ารับ แต่ไม่ลืมย้ำ
“ถ้าพี่สัญญาว่าจะทำตัวดีๆ ไม่วุ่นวาย ไม่ทำลายสมาธิพวกเรา ก็คงได้แหละ” ซองมินไม่พูดอะไรสักคำหากเดินนำหน้าน้องทั้งสองคนออกไปที่ประตูหน้าบ้านทันที
ถ้าหากมันเป็นเพียงแค่ความฝัน ทำไมกลับจำได้อย่างแม่นยำ และทำไมความรู้สึกเจ็บบางเบาจึงยังคงอยู่
กว่าคณะเดินทางไปเรียนภาษาจีนจะกลับมาถึงบ้านก็ล่วงเลยไปจนเกือบสามทุ่มแล้ว อาหารเย็นที่ร่อยหรอมีสภาพไม่ต่างจากคำที่ว่า “แร้งลง” ทำให้ถุงที่อยู่ในมือซองมินมีความหมายมากขึ้นทันที กระต่ายที่เอาแต่บ่นหิวๆ มาตลอดทางจัดอาหารใส่จาน โดยมีรยออุคคอยช่วยอยู่ข้างๆ
“ต้องขอบคุณกระเพาะของพี่ใช่ไหม ที่ทำให้เรามีอาหารกินกันคืนนี้” คนตัวเล็กที่สุดในบ้านล้อเลียนพี่ชายตัวกลมที่ตอนนี้เริ่มหน้ามุ่ยเพราะความหิว
“สำนึกบุญคุณตอนนี้ก็ยังไม่สายนะน้อง เห็นไหมละแทบไม่เหลืออะไรเลย” ซองมินเชิดหน้าตอบกลับอย่างคนเป็นต่อ รยออุคเพียงแค่ยิ้มคืนมา ก่อนพี่ใหญ่ของบ้านจะเดินผ่านเข้ามาเพื่อหาของกินยามดึก
“อะไรกัน ของกินเยอะแยะ พวกนายซื้อมาหรือ?” มือเรียวตั้งใจจะเอื้อมไปหยิบอะไรสักอย่างคล้ายๆ กุ้งชุบแป้งทอด หากลีซองมินกลับดึงจานออกห่างก่อนจะมองหน้าหัวหน้าวงด้วยแววตาพิฆาต
“หวง....แค่นี้ทำหวง” ลีทึกพูดเพียงแค่นั้น แต่ก็ไม่ได้พยายามแย่งชิงของในจานมาอีก ด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์คล้ายนิทานเรื่อง “กล้องข้าวน้อยฆ่าแม่” แต่งานนี้มันจะกลายเป็น “กุ้งชุบแป้งทอดฆ่าหัวหน้าวง” ข่าวหน้าหนึ่งแบบนี้ไม่ค่อยงดงามเท่าไหร่ เมื่อนึกถึงวิทยายุทธ์ที่ไอ้ตัวกลมมันมีแล้ว ลีทึกคิดว่าเขาควรจะหาเครื่องดื่มในตู้เย็นกินจะเหมาะที่สุด
หัวหน้าวงเดินออกจากห้องครัวไปพร้อมๆ กับที่รยออุคปล่อยเสียงหัวเราะออกมาพอดี ถึงจะได้รับแววตาแบบเดียวกันกับที่พี่คนโตเพิ่งได้รับไป หากน้องคนเล็กกลับไม่นึกเกรงกลัวสักนิด
“เอ๊า...กินซะ จะได้หิวน้อยลงหน่อย เดี๋ยวจะพาลงับหัวคนอื่นเพราะหิวเสียก่อน” กริยาที่น้องส่งกุ้งชิ้นเดียวกันกับที่พี่คนโตหมายใจจะขโมยเมื่อครู่มาจ่อที่ริมฝีปาก พร้อมด้วยรอยยิ้มขำส่งผลให้ลีซองมินเบ้ปากอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก หากก็รับกุ้งตัวนั้นเข้าปากเคี้ยวเสียงดังกร่วม เหลือส่วนหางไว้ให้รยออุคโยนมันทิ้งลงถังขยะไป
“ทานกันเลยเถอะ ผมหิวแล้ว” คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีกคนที่เดินยิ้มชื่นลงมา เมื่อได้สบสายตามาดร้ายของกระต่ายที่กำลังโมโหหิวแล้วก็ได้แต่เลิกคิ้วใส่รยออุค หากสิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงรอยยิ้มเย็นก่อนรยออุคจะพยักหน้าให้เจ้าตัวนั่งลง อาหารมื้อค่ำที่มีเพียงคนสามคนบนโต๊ะตัวยาวดำเนินไปเรื่อยๆ ลีซองมินเมื่อได้เติมเต็มกระเพาะช่วยลดความหิวแล้วก็เริ่มพูดคุยเสียงแจ๋วดังเดิม ภายในห้องครัวจึงมีแต่เสียงของกระต่ายซะเป็นส่วนใหญ่ นานๆ ทีจะได้ยินเสียงของน้องเล็กทั้งสองพูดหรือหัวเราะออกมาสักที โจคยูฮยอนกำลังมีความสุขกับพุดดิ้งในมือตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้ามากกว่าหนึ่งคู่เดินเข้ามาในห้อง เด็กหนุ่มยิ้มรับร่างสูงใหญ่ของพี่คังอินก่อนจะค้างไว้สำหรับคนข้างหลัง หากพอได้เห็นหน้าคนที่เดินตามเข้ามาถนัด รอยยิ้มนั้นก็มีอันค้างจริงๆ
“กินอะไรมาหรือยังคิบอม” คังอินถามอย่างเอื้อเฟื้อ แต่คิบอมพยักหน้าเป็นการตอบรับ
“เรียบร้อยแล้วครับ ผมแค่หิวน้ำ” เสียงทุ้มและใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ที่เห็นจนชินตาหันไปมองสิ่งที่อยู่บนโต๊ะตัวใหญ่ ก่อนจะส่งยิ้มบางให้กับทุกคนอีกครั้ง
“คิบอมนายมาทำอะไรดึกดื่น มีอะไรหรือเปล่า?” ยังคงเป็นซองมินที่เอ่ยถามออกไป โดยมีคนอีกสองคนเงียบรอฟังคำตอบ
“อ้าว พี่อีทึกยังไม่ได้บอกเหรอ...คิบอมจะมาอยู่กับพวกเราสักระยะ เพราะว่าตึกข้างๆ ที่หมอนี่อยู่กำลังสร้างคอนโดใหม่ เสียงดังฉิบเลย” คังอินตอบคำถามแทนเจ้าตัวพร้อมกับยืนยันสิ่งที่เขาเพิ่งไปพบมากับตัวเอง
“แย่เลย นายต้องเริ่มท่องบทละครเรื่องใหม่แล้วด้วยใช่ไหม?” คนพูดน้อยยังทำเพียงแค่พยักหน้ารับ ก่อนรยออุคจะจุดประเด็นคำถามขึ้นใหม่
“แล้วคิดหรือยังจะนอนห้องไหน” คนหล่อมักจะเลือกได้เสมออยู่แล้ว
“ห้องซองมินสิ พวกนายนอนกันแค่สองคนไม่ใช่หรือ ให้พระเอกคนนี้ไปนอนด้วยคงไม่เป็นไรหรอก” คังอินตอบโดยไม่ต้องรอความคิดเห็นของเจ้าของห้องหรือแม้แต่คนที่จะต้องอาศัยนอน คยูฮยอนหันไปมองหน้าคังอินเร็วๆ พยายามจะไม่แสดงสีหน้าใดๆ ออกไป ส่วนซองมินไม่ได้พูดอะไรนอกจากอาการที่อ่านได้ว่า...ยังไงก็ได้
“เอ่อ...ผมจะไปนอนกับพี่ฮีชอลนะครับเพราะห้องนั้นใหญ่ที่สุด อีกอย่าง ผมไม่อยากตื่นขึ้นมาตอนเช้าด้วยเสียงคุยโทรศัพท์ของซองมินแทนนาฬิกาปลุก” คิบอมปฏิเสธโดยไม่ลืมทิ้งลูกหยอดที่ทุกคนในบ้างต่างรู้ดี ลีซองมินชอบตื่นขึ้นมาคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงออดอ้อนแม่ของตัวเองในตอนเช้าๆ เสมอ คิบอมจึงได้กำปั้นน้อยๆ ที่ชูร่าของซองมินไปแทน และก็ไม่มีใครขัดข้องกับเรื่องนี้อีก
หากใครจะรู้ สำหรับคนบางคน ณ ที่นั่น เพียงแค่ได้ยินว่าคิบอมจะกลับมาอยู่ในบ้านนี้อีกครั้ง ถึงจะแค่ช่วงระยะหนึ่ง มันก็ทำให้เขาไม่นึกอยากกินพุดดิ้งที่เหลืออีกเลย...ถ้าไม่พูดหมายถึงโกหก ผม คงมีชีวิตอยู่กับการโกหกมาตลอด 14 ปี
“วันนี้คิบอมไม่ไปไหนเหรอ” พระเอกหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากบทละครที่เฝ้าอ่านทวนมาตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมา ก่อนจะพบว่าคนที่ตั้งคำถามกับเขาคือ กระต่ายน้อยที่วันนี้อยู่ในชุดเสื้อยืดสีเหลืองสด และกางเกงครึ่งแข้งสีเข้ม แต่งตัวแบบนี้ในเวลาอย่างนี้ คงหนีไม่พ้นการติดสอยห้อยตามพี่ๆ น้องๆ ไปเรียนภาษาจีนอีกแน่ๆ แถมวันนี้สมาชิกกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะทงเฮเพิ่งกลับมาจากเมืองไทยเมื่อคืนที่ผ่านมา มีหรือกระต่ายจะยอมพลาด
“ครับ” ตอบกลับสั้นแสนสั้นพร้อมกับยกกระดาษปึกหนาบนตักให้ดูประกอบคำบรรยาย
“เห็นนายนั่งท่องมาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่เบื่อบ้างเหรอ? ไปเปลี่ยนบรรยากาศด้วยกันไหม” เจ้าตัวไม่พูดเปล่าหากกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาข้างกันก่อนจะชะโงกหน้ามามองบทที่พระเอกเขาต้องท่อง
“ไม่ละครับ” แค่บทที่เป็นภาษาเกาหลีก็ทำเอาผมจะแย่แล้ว
“เสียดาย ภาษาจีนสนุกดีนะ นายน่าจะลอง” คิบอมเพียงแค่ส่งยิ้มบางเบามาให้ แล้วเลือกที่จะนิ่งตามแบบของตัวเอง ซองมินก็ไม่ได้ซักอะไรอีก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มให้ความสนใจอย่างจริงจังกับปึกกระดาษตรงหน้าอีกครั้ง ตกอยู่ในความเงียบได้ไม่นาน กระต่ายที่วันนี้อยู่ในชุดสีเหลืองก็พรวดพราดลุกขึ้นยืนทันทีที่เห็นคนอีกสองคนเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นนั้น
“ไปกันเลยไหม” เมื่อเห็นว่าครบแกงค์(ของตัวเอง) แล้วซองมินก็ไม่รอช้าออกปากถามพร้อมกับเดินนำหน้าไปทันที ส่งผลให้ปลาตัวน้อยที่ผิวเข้มขึ้นต้องรั้งชายเสื้อยืดไว้
“ซองมิน นายแค่ตัวแถม ตัวจริงเขายังไม่ลงมาเลย จะไปได้ยังไง” ได้ยินทงเฮตอกกลับมากระต่ายสีเหลืองก็ได้แต่เป่าลมใส่แก้มจนพองกลม หันไปกระแทกตัวลงนั่งโซฟาที่อยู่ตรงข้ามกับคิบอมอีกครั้ง
“ใช่สิ เรามันไม่ใช่พระเอกนี่ เป็นแค่ตัวแถม งั้นวันนี้ไม่ไปละ อยู่บ้านกับคิบอมดีกว่า” ทงเฮเพียงแค่ถอนหายใจยาว กำลังตั้งท่าจะง้อ หากใครอีกคนเร็วกว่าเมื่อร่างเล็กของคิมรยออุคทรุดลงนั่งข้างๆ กระซิบกระซาบอะไรกันอยู่สองคนหลังจากนั้นไอ้กระต่ายตัวดีที่ตั้งท่างอนอยู่เมื่อครู่ก็ยิ้มแป้นออกมาได้ หากก็ยังไม่ยอมหันมาสบตากับทงเฮอยู่ดี
“ไม่รู้นายจะหนีเสือปะจระเข้หรือเปล่า” ทงเฮนั่งลงที่ว่างข้างคิบอมเอ่ยทักทายด้วยประโยคที่ทำให้ซองมินเผลอเบ้ปากด้วยความไม่ชอบใจ รู้อยู่หรอกว่าโดนประชด
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวทุกคนก็จะไปกันแล้วไม่ใช่หรือ” มีใครเคยบอกไหม? ว่าพระเอกผิวเข้มคนนี้พูดน้อยแต่ต่อยโคตรหนักฉิบเป๋งเลยเหอะ ยังไม่ทันที่สงครามน้ำลายจะได้เริ่มต้น โจคยูฮยอนก็ส่งยิ้มนำหน้ามาก่อนด้วยรู้ดีว่าตัวเองสายกว่าคนอื่นๆ ก็เพราะไอ้เกมส์ที่เพิ่งได้มาใหม่เมื่อคืนนี้นั่นแหละ พี่ฮยอกแจชวนอยู่เล่นจนเกือบสว่าง กว่าจะแก้ท่าไม้ตายได้ก็เล่นเอาพี่อีทึกเกือบลุกขึ้นมากระทืบเอากลางดึกหลายรอบ
“ตาโหล หน้าโทรม ผมยุ่ง สภาพนายเหมือนศพเลยคยู” รูมเมทร้องทักมาทันทีที่เขาก้าวล่วงเข้ามาถึงภายในห้องนั้น ก็ใครมันจะไปสุขใจจนนอนหลับสนิทได้อย่างพี่ละ
“ช่างเถอะ วันนี้แค่ไปเรียน ไม่ได้ไปโชว์หน้าตาที่ไหน ...ว่าแต่พี่จะไปด้วยกันอีกหรือ” คยูฮยอนก็ถามไปงั้นละ เสื้อผ้า หน้าผม และท่าทางแบบนี้คงยอมอยู่บ้านเฉยๆ หรอก
“ใช่ นายมีปัญหาหรือไง ถ้านายไม่อยากไปอยู่บ้านเป็นเพื่อนคิบอมเอาไหมละ แล้วฉันไปเรียนแทนนายเอง” “พี่จองอุนก็อยู่น่ะ” ประโยคนี้ไม่แน่ใจว่าน้องเล็กเพียงแค่เอ่ยขึ้นมาลอยๆ หรือเจาะจงบอกใครเป็นพิเศษหรือเปล่า หากคนที่เอาแต่ก้มหน้าอยู่กับกระดาษกองโตกลับเงยขึ้นทันที
“วันนี้พี่จองอุนอยู่เหรอ”
“อ่า...ครับ เมื่อกี้ผมเจอเฮียแกนั่งอยู่หน้าคอม” ตอบประโยคไปแล้วพี่คิบอมก็ทำเพียงพยักหน้าก่อนจะก้มลงสนใจบทละครของตัวเอง
“งั้นพวกเราไปกันเลยไหมครับ?” เมื่อเห็นว่าทุกคน(เหมือนจะ)พร้อมแล้วน้องเล็กก็เอ่ยปากชวนอีกครั้ง หากตาคมกลับมองไปทางที่ร่างสูงนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านบทด้วยความตั้งใจ
อาการถามแล้วไม่สนใจคำตอบว่าจะเป็นยังไง แถมยังนิ่งเฉยราวกับไม่สนใจจะฟังแบบนี้ พี่ใช้มันกับทุกคนใช่ไหม? หรือว่ามีแค่ผมคนเดียวที่รู้สึกถึงมันได้
ชนกลุ่มน้อยที่ต้องเดินทางไปเรียนภาษาจีนเพิ่มเติมทยอยออกจากห้องไปทีละคน คยูฮยอนเป็นคนสุดท้ายที่ลากขาตามไปอย่างไม่รีบร้อนนัก แต่ก่อนที่เขาจะได้ล่วงพ้นประตูไป เสียงทุ้มที่เห็นอยู่ว่าเจ้าของตั้งอกตั้งใจกับบทละครเมื่อครู่กลับหยุดเขาไว้
“อ่อ...คยูฮยอน ฉันขอยืมเกมส์ที่นายเพิ่งซื้อมาเมื่อวานนี้ได้ไหม” ร่างสูงลุกขึ้นยืนบิดไล่ความเมื่อยขบจากการนั่งท่าเดิมนานๆ ก่อนจะเอ่ยปากขอยืมของรักของน้องชายทันที
“ครับ เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้ พี่รออยู่....”
“ไม่เป็นไร อยู่ในห้องนายใช่ไหม ไว้ฉันไปหยิบเองก็ได้” คิบอมตัดบททันทีที่เห็นว่าน้องกำลังจะเดินไปทางบันไดที่เพิ่งจะลงมา คยูฮยอนจึงเลี่ยงไปทางประตูทางออกแทน
“อ่อ...เมื่อคืนนี้ฉันฝันถึงเจ้าชายน้อยด้วยนะ” ประโยคห้วนๆ ลอยๆ ที่ทำเอาขายาวก้าวสะดุดพรหมหากร่างสูงกลับกลั้นลมหายใจแทนการหันกลับมาเผชิญหน้าพี่ชาย
“..พี่..ว่าอะไรนะ”เมื่อทำใจรวมถึงปรับสีหน้าตัวเองได้สนิทพอ น้องเล็กของบ้านจึงหันกลับมามองพี่ชายเต็มตาพร้อมกับร้องถามเพื่อความแน่ใจ
“เจ้าชายน้อยมาลา...เขาบอกว่า เขาต้องไปอยู่ที่อื่นแล้ว...ฉันรู้สึกแปลกๆ “ ความรู้สึกวูบโหวงที่เกิดขึ้นในทันทีที่ฟังคำพูดของคนตรงหน้าจบ ทำเอาโจคยูฮยอนต้องพยายามบังคับมือที่กำลังสั่นของตัวเองได้อย่างยากลำบาก
“ฉันจำได้ นายเคยบอกว่าครอบครัวนายเคยอยู่แถวๆ นั้น...บางที ...นายอาจจะรู้จักเด็กคนนั้น” ดวงตาคู่คมกับดวงตาสีดำสนิทสบกันเนิ่นนาน ฝ่ายหนึ่งรอคอยคำตอบจากคำถามที่เพิ่งถามออกไป หากอีกฝ่ายกลับรอคอยให้คนตรงหน้ามองเห็นความจริงทั้งหมดผ่านทางดวงตาคู่นี้ของเขา
ความจริงที่เขาอยากบอก ความจริงที่เขาต้องการบอก ความจริงที่ว่าเขาคือใคร ความจริงที่ว่าเขามาทำอะไรที่นี่ ความจริงที่ว่าเจ้าชายน้อยคือใคร และความจริงที่ว่า เขา...รอคอยพระราชาคนนี้มานานแค่ไหน
แต่ในความเป็นจริง มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาทำได้ คือการ รอคอย....
“ผม...ไม่รู้จักหรอก ผมเคยอยู่ตั้งแต่ตอนเด็กๆ แต่พี่...” สุ่มเสียงขาดหายใบหน้าหล่อเหลาที่บรรดาแฟนคลับตั้งฉายาให้ว่า “หมาป่า” เสเบือนไปอีกทางที่ไม่มีร่างสูงของคิบอมยืนอยู่
“นั่นสิน่ะ แต่ฉันก็แค่คิดว่านายอาจจะรู้จัก..พ่อแม่ หรือว่า..พี่สาวของหมอนั่นบ้าง” พระเอกหนุ่มเดินไปที่ริมหน้าต่างบานเดียวกับที่คยูฮยอนหยุดสายตาอยู่ในตอนนี้ สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่คมคือ ภาพของพี่ชายที่มาจากต่างเมืองที่เขาจำได้ดีเมื่อครั้งเยาว์วัย หากเวลาของพี่ชายกลับเดินหน้าไปเพียงแค่หนึ่งปี ในขณะที่เวลาของเขามันผ่านพ้นไปสิบปีเศษแล้ว มันคงแทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่พี่คิบอมจะจำเขาได้ หากแต่ความละโมบที่เจริญเติบโตขึ้นพร้อมๆ กับความเยาว์วัยที่หายไป ทำให้เขาต้องการให้พี่คิบอมรู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่ใช่เพียงแค่ได้รับรู้ว่าพระราชายังคงจดจำเจ้าชายน้อยได้เสมอ
สิ่งนี้คือสิ่งที่พี่ต้องการจะบอกผมใช่ไหม พี่เคยบอกว่าเมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่ผมจะเข้าใจสิ่งที่พี่เคยพูด ถึงตอนนี้ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้ว การเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างที่ผมเคยต้องการมันกำลังทำร้ายผม ผมที่กลายเป็นผู้ใหญ่ในวัยเดียวกันกับพี่กำลังเจ็บปวดเพราะความไม่รู้จักพอของตัวเอง...ผมควรจะต้องทำอย่างไรดี พี่ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหม
“คุณคยูฮยอนครับ มิทราบว่าจะรอให้พระอาทิตย์ตกดินก่อนหรืออย่างไรถึงจะเสด็จออกมาได้” น้ำเสียงประชดประชันของลูกปลาน้อยสุดห้าวร้องเรียกมาจากที่ไหนสักแห่งช่วยเรียกสติของคนทั้งคู่ให้กลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง คยูฮยอนหันหลังเดินออกมาจากที่แห่งนั้นทันที ราวกับรอเวลานี้มานานแสนนาน เมื่อร่างสูงลับตาไปแล้ว พระเอกหนุ่มยังคงนั่งทอดเวลาให้ผ่านพ้นไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ความทรงจำเมื่อครั้งก่อนหวนคืนมาก่อนจะค่อยๆ ละลายหายไปพร้อมกับแสงแดดในยามบ่าย
“ถ้าเมื่อปีที่แล้ว ผมเกิดตายไปจริงๆ วันนี้เก้าอี้ตัวนี้จะเป็นใครมานั่งอยู่นะ” ประโยคลอยๆ ที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ของน้องคนเล็กส่งผลให้ดวงตาอีกสามคู่หันมามองพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทงเฮเพียงแค่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ลีซองมินส่งเสียงร้องในลำคอแผ่วเบาพร้อมกับประกายวาววับในดวงตากลม แต่สำหรับคิมรยออุค เด็กหนุ่มมองน้องเล็กของวงด้วยสายตาค้นหาที่ปะปนมาด้วยความเป็นห่วง
“คยูฮยอนอ่า...อย่าพูดแบบนี้สิ” กระต่ายน้อยกระโดดออกมาจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะใช้สองมือรัดไปรอบลำคอของน้อง น้ำตารื้นอยู่ในดวงตา
“นั่นสิ ไอ้บ้า แม่งพูดบ้าๆ อีกละ” ลูกปลาสุดห้าวร้องด่ามาได้แค่นั้น แล้วจึงดึงเอากระต่ายตัวกลมไปกอดปลอบใจเมื่อเห็นว่าไหล่เล็กนั่นสั่นน้อยๆ
“มีอะไรหรือเปล่า” เมื่อทงเฮกึ่งลากกึ่งจูงลีซองมินออกไปจากห้องเรียนนั่นแล้ว คิมรยออุคจึงเอ่ยเสียงแผ่วด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีหรอก ก็แค่คิดขึ้นมา แล้วก็พูดออกไป” ทั้งๆ ที่พูดอยู่กับเพื่อนร่วมวง หากสายตากลับจับจ้องไปยังบรรยากาศภายนอก โจคยูฮยอนในเวลานี้มีเพียงโลกส่วนตัวของตัวเองเท่านั้น
“นายรู้ใช่ไหม เรื่องบางเรื่องเราก็ต้องอดทนกับมันมากกว่าปกติ” รยออุครู้ดีว่าคยูฮยอนเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
“ฉันกลัวว่า ความอดทนของฉันคงจะหมดลงสักวัน”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงประเมินนายต่ำเกินไป” ครั้งนี้หน้าคมยอมหันกลับมาเพื่อพบว่าเขากำลังถูกกลุ่มหมอกสีน้ำตาลจับจ้องอย่างไม่วางตา สีน้ำตาลเข้มในดวงตาของคิมรยออุคมันบอกเขาว่า พี่และเพื่อนคนนี้รู้มากกว่าที่เขาคิดว่ารยออุคจะรู้
“หมายความว่ายังไง นายรู้..”
“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้เท่าที่นายอยากให้ฉันรู้ คยูฮยอน พวกเราเป็นห่วงนายนะ คนๆ นั้นไม่ใช่คนช่างพูด ไม่ว่าจะกับใคร เพราะฉะนั้น อย่ากังวลจนเกินไป” มือบางทิ้งน้ำหนักลงไปที่ไหล่กว้างของคนเป็นน้อง
“ฉันจะพยายาม...ไม่กังวลจนเกินไป แต่...ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนๆ นั้น ความพยายามเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่เคยพอ บางทีฉันอาจจะต้องหยุดไว้เพียงเท่านี้ ทั้งๆ ที่มันยังไม่ได้ไปไกลกว่าจุดเริ่มต้นเลย” ยามที่พูดประโยคนั้นออกมา คยูฮยอนหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ปิดซ่อนความจริงทุกอย่างจากคนอีกคนจนหมดสิ้น
“ถ้านายคิดว่าการทำอย่างนั้นแล้วมันดีกว่าความพยายามที่ผ่านมา นายก็ทำอย่างที่ต้องการเถอะ อย่าลืมว่านายยังมีพวกเราเสมอน่ะ” อีกครั้งที่สีน้ำตาลในดวงตาคู่นั้นอ่อนแสงลง จนเหลือเพียงประกายของความห่วงใยอย่างจริงใจคล้ายพี่ชายใจดี โจคยูฮยอนไม่ตอบว่าอะไรอีก สิ่งที่เขาอยากทำ และสามารถทำได้ดีที่สุดในตอนนี้คือการหลับตาลง พร้อมกับทบทวนเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง
มันช่างเนิ่นนานและเหน็ดเหนื่อยในความเป็นจริง หากในความเหน็ดเหนื่อยนั้นมันย่อมแฝงไว้ด้วยความสุขเล็กๆ เสมอ และตลอด 14 ปีที่ผ่านมาเขาอยู่กับมันด้วยความเคยชิน แต่มาถึงตอนนี้ทำไมความสุขเล็กๆ ที่เคยพอเพียงมันจึงกลายเป็นเพียงแค่อะไรบางอย่างที่ผลักดันให้เขาต้องการมันมากขึ้น มากขึ้นจนมันแทบไม่เหลือที่จะเก็บไว้แล้ว และที่สำคัญ เขาไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับมัน พูดง่ายๆ ก็คือ ถึงตอนนี้เขาพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกนั้นอย่างราบคาบ
ความมืดที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณห้องนอนขนาดกลางของเขากับรูมเมทที่รักสีชมพูเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ได้ทำให้คยูฮยอนลดความเร็วของช่วงขายาวลงเลย เขาเดินไปทั่วทั้งห้องด้วยความเคยชิน มั่นใจดีว่ามีโต๊ะอยู่ตรงไหน เตียงอยู่ตรงไหน ตู้และเหล่าสมบัติของพี่ซองมินจะถูกวางไว้ตรงไหนบ้าง คยูฮยอนเดินเข้าหาเตียงกว้างของตัวเองก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแผ่เหยียดไปเต็มความยาว ตั้งใจจะพักสายตาสักครู่ก่อนจะลงไปหาอะไรทานเป็นมื้อค่ำ หากแต่กรอบร่างสูงที่คุ้นตาของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ริมหน้าต่างกลับหยุดทุกอย่างไว้ หยุดแม้กระทั่งลมหายใจของเขา
คยูฮยอนทะลึ่งตัวขึ้นนั่งด้วยความรวดเร็ว แต่ยังปล่อยให้ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ ความเงียบที่มีความตึงเครียดแฝงเร้นมาด้วย ใช่แน่ๆ สิ่งที่เขากำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความอึดอัดที่ยังหาทางออกไม่ได้ เพราะคนพูดน้อยยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองได้อย่างดีอีกครั้ง โจคยูฮยอนบอกกับตัวเองว่า ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง เวลาที่อยู่กับพี่คิบอมถึงจะมีเพียงความเงียบจนเป็นเรื่องปกติ หากบรรยากาศก็ไม่หนาแน่นเท่าตอนนี้
ก่อนที่ใครสักคนจะเอ่ยทำลายความเงียบ กระดาษแผ่นเล็กๆ ใบหนึ่งก็หลุดร่วงลงสู่พื้นห้องอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง คยูฮยอนเขม้นมองแผ่นกระดาษเล็กๆ ผ่านความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามา ไม่ต้องมีแสงสว่างจากหลอดไฟ เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ถูกทอดทิ้งให้แน่นิ่งอยู่บนพื้นตอนนี้มันคืออะไร เขาอยู่กับมันมาตลอด 14 ปี และถึงจะไม่ได้นั่งดูมันอยู่ทุกวัน หากก็จำได้ดี กระดาษแผ่นนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก รูปภาพ และรูปภาพนั้นก็คงเป็นภาพใครไปไม่ได้นอกจากภาพของเขาเอง ภาพของเขาในวัยเด็ก ภาพของเขาเมื่อครั้งที่เขาเป็นเพียงเด็กชายอายุ 6 ขวบ ภาพที่ด้านหลังจะมีลายมือสวยงามของแม่เขียนบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างไว้
ความเงียบยังปกคุลมไม่ทั่วทั่วทั้งบริเวณ คนเป็นพี่และคนเป็นน้องต่างนั่งนิ่งอยู่ในเขตแดนของตนเอง คยูฮยอนรอ รอคอยให้อีกฝ่ายพูดอะไรออกมาบ้าง เขาไม่แน่ใจว่าการที่พี่คิบอมนั่งอยู่ตรงนี้มีความหมายว่าอย่างไร
สำหรับคิมคิบอมแล้ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ทุกอย่างมันดูว่างเปล่าไปหมด ทั้งๆ ที่เขาคิดว่าตัวเองเริ่มจะเปิดใจให้อีกฝ่ายได้เดินเข้ามาแล้ว แต่ความจริงที่ได้รับรู้ว่าคยูฮยอนปกปิดอะไรไว้มากมายแค่ไหน ทำให้เขาเริ่มไม่แน่ใจ
คนสองคนกับความรู้สึกสองความรู้สึกที่แตกต่างกัน...
หนึ่งคนนั้นรอคอยอย่างมีความหวัง ถึงจะเป็นเพียงความหวังเล็กๆ
แต่สำหรับอีกหนึ่งคนคือความผิดหวัง หากใครสักคนจะมีความสามารถในการพินิจใจ คนๆ นั้นคงได้รู้ว่าคิบอมเริ่มเปิดใจให้กับน้องเล็กของบ้านมากเพียงใด
ได้ยินเสียงใครสักคนขยับตัวก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มปนแหบ
“พี่...”
“ทำไมนายต้องโกหก!” คนเป็นน้องยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรที่มากไปกว่าคำเรียกแทนตัวของอีกฝ่าย คิบอมก็สวนกลับมาด้วยประโยคกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดในความรู้สึกของคนฟัง ถึงเขาจะยังรักษาระดับน้ำเสียงไว้ได้อย่างน่านับถือ หากมันก็แห้งแล้งเสียเหลือเกินในตอนที่คยูฮยอนได้ยิน ดวงตาคมเบิกขึ้นนิดๆ ภายในหัวมีแต่ความสับสนของการคิดประมวลเหตุและผลจากคำพูดประโยคนั้น
“พี่หมายถึงอะไร” ความเงียบที่โรยตัวอยู่พร้อมกับความมืดยามค่ำคืนที่เหล่าสมาชิกเกือบครึ่งยังไม่กลับมาจากการทำงาน ทำให้ประโยคคำถามที่คนพูดเอ่ยแผ่วเบานั้นกลับดังสะท้อนไปทั่วทั้งบริเวณ คิมคิบอมจ้องตาคยูฮยอนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ยอมซ่อนเร้นสายตาเหมือนในยามปกติ
“ฉันคิดว่านายน่าจะรู้ดีว่าฉันหมายถึงอะไรนะ รูปพวกนี้มันคืออะไรโจคยูฮยอน” เมื่อคนที่ชอบเงียบเป็นนิสัยกดเสียงต่ำเรียกชื่อตัวเอง คยูฮยอนก็ไปไม่ถูกอีกครั้ง เด็กหนุ่มเริ่มแน่ใจแล้วว่าคนเป็นพี่ตีความของทุกอย่างบิดเบือนไป
“ใจพี่คิดว่ามันคืออะไรละ” อะไรมันก็ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่อยู่ภายในใจ คยูฮยอนรู้ดี ตอนนี้เขาและพี่คิบอมเข้าใจกันคนละความหมาย
“ทำไมนายไม่เคยบอกฉันว่านาย...รู้จักกับเด็กคนนั้น”
นั่นสิน่ะ สิ่งที่พี่สนใจคงมีเพียง “เจ้าชายน้อย” คนนั้นว่าเขาจะเป็นอย่างไร ถึงตอนนี้คยูฮยอนไม่แน่ใจว่าเขาโกรธอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง พี่ชายที่เอาแต่ถามถึงเด็กน้อยที่ตัวเองเคยพบ หรือว่า การที่ตัวเขาเองรู้สึกอิจฉาเจ้าชายน้อยคนนั้น
“ทั้งๆ ที่ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้นายฟัง เรื่องที่ฉันไม่เคยเล่าให้ใครฟัง นายก็รู้ว่าฉันอยากเจอเด็กคนนั้นแค่ไหน” คิบอมต่อประโยคยืดยาวอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยๆ คยูฮยอนรู้สึกว่าภายในลำคอของเขามีเพียงแค่รสเฝื่อนจนเกือบขม ตอนนี้เขากำลังตกอยู่ในสถานะของคนโกหกใช่ไหม
“นายบอกว่าไม่รู้จักเด็กคนนั้น ... แล้วรูปพวกนี้คืออะไร” คยูฮยอนเพิ่งรับรู้ได้ว่า พี่ชายถือรูปทั้งหมดของเขาไว้ในมือข้างเดียว มิใช่เพียงแค่ใบที่ตกลงสู่พื้น
“แต่รูปพวกนี้...พี่ก็เคยเห็นมันแล้ว ผมเคย...”
“ไม่เลยคยูฮยอน ฉันเคยเห็นแค่รูปนายใบเดียว แต่รูปพวกนี้....ฉันเพิ่งได้เห็นมันวันนี้เอง...ทำไมนายไม่เคยบอกฉันว่านายรู้จักกับ”เจ้าชายน้อย” “ เมื่อได้ฟังคำของคนเป็นพี่จบลง ความรู้สึกวูบโหวงราวกับใครสักคนกำลังผลักเขาให้ตกจากหน้าผาสูงก็เข้าจู่โจมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว การได้รับรู้ว่าคนตรงหน้าเคยเห็นรูปเหล่านี้แล้วแต่จำไม่ได้ว่าเขาคือใคร มันเจ็บเสียยิ่งกว่าการที่ต้องรอคอยมาตลอด 14 ปีเสียอีก
“ถ้าพี่เคยเห็นรูปพวกนี้แล้ว ผมยิ่งไม่มีอะไรจะบอกพี่เรื่อง..เด็กคนนั้นอีกแล้ว” ใบหน้าคมส่งยิ้มบางเบาที่เจ้าตัวรู้ดีว่ามันเสแสร้งแค่ไหนกลับไปให้ ในตอนนี้โจคยูฮยอนจะไม่คิด ไม่หวัง ไม่มอง ไม่ฟัง ไม่ยอมรับรู้อะไรอีกแล้ว เขาลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องนั้นเงียบๆ
คิบอมรับรู้แค่ว่าคนเป็นน้องเดินออกจากห้องนั้นไปแล้ว ถึงแม้สายตาของเขาจะไม่ได้มองไป แต่ก็รู้ดีว่าร่างสูงเมื่อสักครู่ลับหายไปจากประตู ความรู้สึกหนักอึ้งในใจมันเกิดมาจากอะไรเขารู้ดี ใช่ เขาโกรธที่คยูฮยอนไม่ยอมบอกความจริงเรื่องของเจ้าชายน้อย หากในความเป็นจริงแล้วความรู้สึกลึกๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในมันมากกว่านั้น ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้พูดจากัน ทั้งๆ ที่ต่างก็ไม่ค่อยมองหน้ากัน ทั้งๆ ที่แทบจะไม่เคยใกล้ชิดกัน แต่ในความห่างไกลและห่างเหินสายใยบางอย่างมันเริ่มก่อตัวขึ้นภายในจิตใจของคิบอมช้าๆ เขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่มันมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป และเพราะอย่างนี้เขาจึงรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงในตอนที่ได้รับรู้ว่าคยูฮยอนปิดซ่อนความจริงอะไรไว้บ้าง
รูปทุกใบยังกองอยู่ตรงหน้าในตอนที่แสงไฟในห้องสว่างจ้าขึ้น คิบอมยังคงนั่งหันหลังให้กับใครก็ตามที่เพิ่งรบกวนการอยู่คนเดียวของเขา ได้ยินเสียงถอนหายใจไม่เบานักแล้วจึงตามติดมาด้วยวาจาที่ฟังไม่ออกว่าคนพูดอยู่ในอารมณ์ใด
“ถ้านายไม่ยอมเปิดไฟ และอยู่แต่ในความมืดนายจะมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นเขาต้องการให้นายเห็นได้ยังไงกันคิบอม” รยออุคไม่ได้เดินเข้ามาในบริเวณที่เพื่อนนั่งอยู่ หากเลือกที่จะยืนอยู่เพียงแค่ประตูห้องเท่านั้น
“แสงสว่างมันไม่จำเป็นอีกแล้วละ ในเมื่อฉันเห็นในสิ่งที่ฉันต้องการหมดแล้ว” ดวงตาสีดำยังคงมองออกไปเพียงแค่ความมืดด้านนอกหน้าต่าง แว่วเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“เหรียญมันยังมีสองด้าน แล้วมนุษย์เราที่มีหัวใจ มีความรู้สึกนึกคิด นายคิดว่าหมอนั่นจะมีแค่ด้านที่นายมองเห็นหรือ” คำพูดเป็นนัยๆ ของเพื่อนนั้น เขารู้ดีว่ารยออุคต้องการจะสื่ออะไร หากเขาไม่มีใจจะคิดอะไรอีกแล้ว ภายในหัวสมองมีเพียงหลุมสีดำของความคิดที่ไม่ยอมทำงาน คนตัวเล็กก้มลงหยิบรูปที่ถูกทิ้งไว้บนพื้นห้องขึ้นมา ก่อนจะวางไว้บนโต๊ะตรงหน้าคิบอมอีกครั้ง
“ฉันไม่รู้ว่าระหว่างนายกับคยูมีอะไร แต่ฉันอยากให้นายมองดูอีกครั้ง มองด้วยตา และคิดด้วยสมอง ไอคิวระดับ 130 อย่างนาย คงไม่ยากเกินไปหรอก” คิมรยออุคเดินออกจากห้องนั้นไปง่ายๆ เหมือนตอนที่เดินเข้ามา ทิ้งให้คิบอมจมอยู่กับความคิดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เพื่อนเพิ่งพูด หากความคิดของเขามีเพียงดวงตาคู่คมที่ทอดมองเขาอย่างตรงไปตรงมา ก็เพราะแววตาคู่นี้ไม่ใช่หรือ แววตาที่คล้ายกันอย่างแยกไม่ออกของเด็กชายตัวน้อยกับเด็กหนุ่มตัวสูง แววตาที่ซ้อนทับกันได้อย่างพอดิบพอดีในความทรงจำของเขา
คิบอมยกสองมือขึ้นลูบไปทั่วใบหน้าที่เริ่มมีร่องรอยของไรหนวด ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน รวบรวมรูปภาพที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ในคืนนี้ทั้งหมดเก็บเข้าที่ ตั้งใจว่าจะกลับไปอยู่ที่อพารท์เม้นของตัวเองสักพัก เรื่องราวมันยุ่งเหยิงวุ่นวายมากพอๆ กับการต้องทนฟังเสียงตอกเสาเข็มทุกวัน กำลังจะลุกออกจากเก้าอี้ที่อาศัยนั่งมาตลอดช่วงเย็นจนค่อนดึกพลันสายตาก็เหลือบไปมองรูปอีกใบที่ยังคงถูกวางทิ้งไว้ กระดาษแผ่นเล็กที่ถูกวางคว่ำหน้าไว้ทำให้คิบอมมองผ่านไปในตอนแรก ตัวหนังสือเป็นระเบียบเรียบร้อยกับสีหมึกปากกาที่เริ่มจางลงตามกาลเวลา คิบอมไม่จำเป็นต้องเพ่งมองเพราะแสงสว่างภายในห้องนั้นมากพอที่จะทำให้เขาอ่านทุกประโยคได้อย่างชัดเจน
“โจ คยูฮยอน ‘เจ้าชายน้อย’ ของพวกเรา”
19/เมษายน/1994
สองเท้ายังคงก้าวเดินไปเรื่อยๆ จุดหมายอยู่ที่ไหน ยังไม่ได้คิด ในหัวมันมีเพียงแค่ความรู้สึกที่ว่าต้องออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด เร็วเท่าที่จะทำได้ก่อนที่เขาจะเผลอทำให้ตัวเองเจ็บยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ แว่วเสียงพี่ซองมินและรยออุคร้องถามมาจากด้านหลัง หากเขาไม่ได้หันไปให้ความสนใจแต่เลือกที่จะเปิดประตูหน้าอพาร์ทเม้น ก่อนจะเดินลงไปข้างล่างเพื่อออกไปสัมผัสกับความเย็นสดชื่นของอากาศยามดึก มันสดชื่นแตกต่างกับจิตใจเขาในตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าจะไปที่แห่งใด ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาตอนไหน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังคิดอะไรในตอนที่เดินพ้นจากตัวตึกที่พักออกไปสู่ถนนด้านหน้าอพาร์ทเม้น มือหนายกขึ้นประทับแน่นไปที่ริมฝีปากได้รูปของตัวเองก่อนจะสูดลมหายใจยาวลึกด้วยหวังว่าคงช่วยได้บ้าง หากในความเป็นจริงทุกอย่างที่หนักอึ้งอยู่ภายในมาตลอด 14 ปีกลับยังอยู่ มันผูกมัดแน่นหนา ยาวนานเกินกว่าจะถอดถอนได้ในชั่วระยะเวลาที่เขาเดินหันหลังจากมา
ร่างสูงหยุดนิ่งอยู่เพียงแค่ริมถนน ใช้ทุกสติที่มีเหลืออยู่คิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมด นับตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อ 14 ปีก่อนที่เขาได้เจอกับพี่คิบอม และลาจากกันด้วยความรวดเร็ว เพียงแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงที่เขารีบออกมาเพื่อกลับบ้าน และรีบร้อนกลับไปที่โรงแรมแห่งนั้นอีกครั้ง หากไม่พบใคร พี่ชายที่เขารู้จักเพียงแค่หน้าตากับชื่อ “พระราชา” หายไปเสียแล้ว เด็กชายตัวเล็กไม่มีเวลาได้ตามหา พี่ชายจากเมืองกรุง เพราะในวันนั้นครอบครัวของพวกเขาก็กำลังจะย้ายไปอยู่เมืองอื่น เพราะฉะนั้นความทรงจำและช่วงเวลาทั้งหมดของ “เจ้าชายน้อย” และ “พระราชา” สำหรับคยูฮยอนในวัยหกขวบจึงจบลงเพียงเท่านั้น
จนกระทั่งเขาได้มีโอกาสพบกับพระราชาอีกครั้งเมื่อเกือบสี่ปีก่อน ทำให้เขาได้ตระหนักว่า....ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขารอคอยอยู่ลึกๆ ถึงจะใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ แต่ความรู้สึกตื่นเต้นรุนแรงมันท่วมท้นมากเพียงใดยามได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดี ความพยายามทั้งหมดที่เขาทุ่มเทลงไปด้วยเหตุผลเดียวคือการได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่พี่คิบอมอยู่ ได้ยืนอยู่บนเวทีเดียวกันเป็นความรู้สึกที่ดีมากแค่ไหน คยูฮยอนยังจำได้ดี โชคชะตาช่วยให้เขาได้พบกับคนที่รอคอย หากโชคชะตาไม่ได้ช่วยให้ใครคนนั้นจดจำเขาได้เช่นเดียวกับที่คยูฮยอนจำพระราชาได้เป็นอย่างดี
แต่ก็นั่นละ คยูฮยอนในตอนนี้มีเพียงแค่ดวงตาที่ยังคงเหลือร่องรอยของเด็กชายคยูฮยอนในวัยหกขวบและดวงตาของเขาเป็นสิ่งเดียวที่พี่คิบอมไม่เคยมองลึกลงไปเลยสักครั้ง
ร่างสูงถอนใจแผ่วเบาก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าออกไปสู่ถนน ภายใต้ท้องฟ้าสีดำสนิทของยามค่ำคืน ยังไม่ทันที่ขายาวจะได้ก้าวออกไปข้างหน้าอย่างที่ตั้งใจ เสียงฝีเท้าอีกคู่ก็ดังมาให้ได้ยิน คยูฮยอนไม่ได้หันกลับไปมอง อาจจะเป็นใครก็ได้ที่เดินเข้าออกอพาร์ทเม้นแห่งนี้ หรืออย่างดีสุดก็คงเป็นรยออุค พี่ซองมิน หรือพี่ทงเฮ และเขายังไม่คิดอยากตอบคำถามใครในตอนนี้ มือหนาสอดเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงก่อนจะออกเดินไปด้วยความรวดเร็ว
แสงสว่างจ้าที่สาดมาท่ามกลางสีดำของราตรีกาล ทำให้คยูฮยอนต้องเผลอหรี่ตาทั้งคู่ลงก่อนจะปิดสนิท และก่อนที่สติสุดท้ายจะดับวูบลงเขาก็แว่วเสียงเรียกชื่อแผ่วเบา
“คยูฮยอน พี่ขอโทษ”
กลิ่นชวนเวียนหัว น่าสะอิดสะเอียนที่ลอยมากระทบจมูก เรียกสติที่มึนงงของเด็กหนุ่มที่ทอดร่างเต็มความสูงอยู่บนเตียงให้ค่อยๆ กลับคืนมาจากการพักผ่อนที่แสนยาวนาน โจคยูฮยอนค่อยๆ ขยับหัว ก่อนจะไล่ไปตามร่างกายส่วนบน แขน มือ และช่วงขาที่ถูกคลุมอยู่ภายใต้ผ้าห่มสีขาวสะอาดตา เจ้าของเสียงทรงพลังที่สุดของซุปเปอร์จูเนียร์พยายามเรียกความทรงจำที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้อีกครั้ง อุปปาทานไปว่าตัวเองย้อนเวลากลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อนอีกครั้ง แต่กระนั้นเขาก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ เมื่อความเจ็บปวดลึกๆ ก่อนหน้าความเจ็บปวดทางร่างกาย มันยังคงติดแน่นอยู่ในห้วงของความทรงจำ มือหนายกขึ้นสำรวจไปตามใบหน้าของตัวเองก็พบว่าทุกอย่างปกติดี แต่เขาก็ยังไม่คิดอยากลืมตาขึ้นในตอนนี้ ตัดสินใจว่าจะนอนหลับไปอีกดีไหม เผื่อว่าจะมีใครนึกอยากมาเยี่ยมในเวลาที่เขายังไม่พร้อมจะพูดจากับใครเลย
เสียงผ่อนลมหายใจแผ่วเบาติดตามมาด้วยอาการขยับร่างกายของคนบนเตียง ช่วยปลุกใครอีกคนที่นั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ข้างเตียงใหญ่นั้นให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง
“เป็นไงบ้างคยูฮยอน เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เสียงร้องทักที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงส่งผลให้คนเจ็บต้องฝืนร่างกายตัวเองเพื่อลืมตาตื่น
“นายหลับไปนานเลย พวกเราเป็นห่วงมาก” เสียงเดิมยังคงพูดอย่างต่อเนื่อง
“คยูฮยอน ได้ยินฉันไหม” ดวงตาโรยด้วยฤทธิ์ของยาที่ได้รับเข้าไปสบเข้ากับดวงตาคู่สีน้ำตาลอ่อน ก่อนจะยิ้มบางให้กับเพื่อนร่วมวง
“อืม...ได้ยินแต่ตอบไม่ทัน มันมึนๆ” คิมรยออุคกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยอาการที่บ่งบอกว่า เหมือนยกภูเขาออกจากอก
“นายไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว หมอบอกว่าร่างกายภายนอกไม่มีปัญหาอะไร แต่กลัวว่าสมองจะได้รับการกระทบกระเทือน” คิ้วเข้มเลิกสูงขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงล้อเลียนเพื่อนขี้กังวล
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย มึนนิดๆ”
“นายไม่ได้เป็นอะไรเลยทางร่างกายภายนอก...แต่นายหลับไป 3 วัน 3 วันที่นายไม่ยอมลืมตาตื่นขึ้นมาคุยกับพวกเรา...ฉัน...กลัวมากน่ะคยูฮยอน” เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กเริ่มมีละอองน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ในดวงตา โจคยูฮยอนก็รีบเด้งตัวเองออกจากเตียงนุ่มทันที และคงเป็นเพราะมันรวดเร็วเสียจนเขาเองก็ไม่คิดว่าร่างกายจะรับไหว จังหวะที่สองเท้าแตะพื้นแทนที่ช่วงขาแข็งแรงจะรับน้ำหนักทั้งหมดได้อย่างปกติ มันกลับเอียงวูบลงสู่แรงดึงดูดของโลกแทน คยูฮยอนร่วงผล็อยไม่ต่างจากนกปีกหัก
หากก่อนที่ร่างของเขาจะตกกระแทกลงกับพื้นห้อง ช่วงแขนแข็งแรงก็สอดเข้ารองรับไว้ได้ทัน ก่อนจะออกแรงดึงร่างของคนเจ็บที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้นนอนบนเตียงกว้างอีกครั้ง ตามติดมาด้วยประกายวาววับสีดำสนิทในดวงตาของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ แถมยังเป็นคนที่ช่วยไม่ให้เขาต้องลงไปกองกับพื้นให้ขายหน้าอีกต่างหาก
“นายจะเอาอะไร ทำไมต้องลุกขึ้นมารยออุคก็อยู่ไม่ใช่หรือ” คยูฮยอนทั้งมึนและงงเพราะฤทธิ์ยาหรืออะไรก็ตามที่หมอใช้เลี้ยงเขาตลอด 3 วันที่ผ่านมา เด็กหนุ่มทำได้เพียงจ้องมองคิบอมราวกับได้เห็นกำแพงเมืองจีนอยู่ตรงหน้า
“คิบอมมาแล้วเหรอ แล้วคนอื่นๆ ละ” พระเอกหนุ่มทำอาการเพียงแค่ส่ายหน้าก่อนจะหันไปมองบนเตียงแทน
“ตกลงนายอยากได้อะไร” คยูฮยอนตอบไม่ได้ เพราะดูเหมือนคนที่เขานึกอยากลุกขึ้นไปปลอบไม่ให้ร้องไห้จะน้ำตาแห้งไปเสียแล้ว
“อ่อ...เปล่าครับ ผมแค่...”
“ถ้างั้นก็นอนต่อไปเถอะ นายเพิ่งฟื้น อย่าเพิ่งลุกขึ้นมาจะดีกว่า”
“แต่ผม...” ตั้งใจจะบอกว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ก็โดนคนตัวเล็กร้องแทรกขึ้นมาเสียอีก
“อ่า...คิบอมมาแล้วงั้นฉันกลับละ ไปก่อนจะคยู นอนพักเยอะๆ นะ” ทำไมทุกคนต้องทำเหมือนเขาป่วยใกล้ตายด้วย ต้องนอนอยู่บนเตียงทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรเลยแบบนี้รู้สึกอ่อนแอชะมัด
“หมอนั่นตื่นแล้วหรือรยออุค เฮ้ยข่าวดีนี่หว่า งั้นพวกเราเข้าไปเยี่ยมพร้อมกันหมดนี่แหละ หมอนั่นจะได้ตกใจเล่น” ฮยอกแจ ชินดง และเยซองพยักหน้าเห็นดีด้วย หากรยออุคร้องห้ามแทบจะทันทีที่มือของฮยอกแจแตะที่ลูกบิดประตู
“ผมว่า อย่าเพิ่งเลยครับ คยูฮยอนตื่นแล้วก็จริง แต่ว่า...หมอบอกว่ายังต้องพักอย่าเพิ่งไปรบกวนตอนนี้เลย” รยออุคที่ไม่เก่งเรื่องการโกหกสบตากับซองมินและทงเฮเพื่อขอความช่วยเหลือทันที เพราะว่าพี่ทั้งสามคนกำลังเริ่มมองหน้าเขาพร้อมๆ กันเพื่อจับผิด
“นั่นสิ พวกเรากลับกันก่อนเถอะ นี่ก็ดึกแล้ว ค่อยมาใหม่พรุ่งนี้เถอะ” ทงเฮบอกเสียงห้าวก่อนจะเดินนำหน้าออกไปให้พ้นจากประตูห้องคนป่วย
“ดึกห่านอะไรละ นี่มันเพิ่ง 2 ทุ่มเองนะเว้ย” คนอายุมากที่สุดตรงนั้นร้องโวยวาย ลีทงเฮหยุดเดินก่อนจะหันมาทำหน้าเบื่อหน่าย
“นั่นสิ อีกอย่างคิบอมก็อยู่ในห้องไม่ใช่หรือไง ทำไมพระเอกนั่นอยู่ได้แต่พวกเราถึงไม่ควรเข้าไปละ” ฮยอกแจไม่ยอมลงให้เหมือนกัน แถมยังยกเหตุผลที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ขึ้นอ้าง ก่อนจะหันไปขอแรงสนับสนุนจากพี่ชายร่างกลม ชินดงฮีเพียงแค่ทำหน้าประหลาดใจราวกับเพิ่งได้ยินในสิ่งที่ทุกคนพูด
“พี่ว่าไง เราเข้าไปกันดีกว่า อย่าไปสนไอ้พวกนี้เลย” ชินดงฮีหยุดมือฮยอกแจไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้เปิดผางเข้าไป แต่เมื่อมองเห็นแววไม่ยอมในดวงตาไอ้คนหน้าเหมือนไก่แล้ว ชินดงฮีก็ทำเพียงถอนหายใจก่อนจะค่อยๆ แง้มบานประตูออกอย่างแผ่วเบาให้ฮยอกแจได้มองเข้าไปภายในห้องนั้น
แล้วทั้งสองร่างอ้วนผอมก็ถอยห่างออกมาราวกับประตูห้องนั่นคือของร้อน เยซองมองใบหน้าของทั้งคู่สลับกันไปมา ตั้งใจอย่างจริงจังว่าจะผลักเข้าไปให้เต็มแรงที่สุด ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว แต่ความตั้งใจก็ต้องเป็นหมันไป เมื่อชินดงฮีใช้แรงทั้งหมดที่มีมากกว่าลากร่างของคนแก้มกลมออกห่างไปด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปล่อยให้แกงค์สามมินิเดินคุมหลัง
“อะไรของพวกนายว่ะ ทำไมไม่เข้าไป”
“เอาเถอะ ไว้พี่สาวไอ้คยูไม่สบายเมื่อไหร่พี่ค่อยมาเยี่ยมละกัน” ซองมินตะโกนล้อไล่หลังไปพร้อมเสียงหัวเราะของรยออุคและทงเฮ
โจคยูฮยอนหลับไปอีกครั้งอย่างที่คนเป็นพี่ต้องการ(ขู่แกมบังคับ) ก่อนจะสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ลองขยับผ้าห่มขึ้นคลุมตลอดร่างของตัวเองแล้ว หากมันก็ยังไม่เพียงพอ เด็กหนุ่มครางอย่างเกียจคร้านเพราะไม่อยากจะลุกขึ้นจากเตียงในเวลานอนแบบนี้ ยังไม่ทันจะได้วาดเท้าลงจากเตียงนุ่มเสียงทุ้มก็ร้องถามผ่านความมืดมาจากโซฟาตัวกว้าง
“หนาวเหรอ เดี๋ยวพี่ลดแอร์ให้” คยูฮยอนตกใจกับเสียงที่ได้ยินยังไม่พอ หากคำแทนตัวที่เปลี่ยนไปคล้ายกับเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้วสร้างความงุนงงให้กับเด็กหนุ่มยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ไอ้ที่แว่วๆ เหมือนเสียงกระซิบก่อนจะหลับยาวมันคือเรื่องจริงหรือความฝัน
“พอไหม หรือจะลดอีกนิด” คนเฝ้าไข้ร้องถามอย่างอาทร
“ทำไมพี่ยังอยู่ละครับ” เสียงที่หลุดออกจากลำคอยังคงแหบห้าวเพราะลำคอที่แห้งผาก หากในความมืดและเงียบสงบมันกลับสะท้อนก้องไปทั่วทั้งห้องนั้น
“นายอยากให้พี่กลับหรือเปล่าละ” อีกแล้ว คำแทนตัวว่า-พี่-มีให้ได้ยินเป็นครั้งที่สองภายในระยะเวลาไม่ถึงห้านาที
“อ่อ...”
“ถ้านายอยากให้พี่กลับ พี่กลับก็ได้นะ บางทีนายอาจจะอยากพักผ่อนเยอะๆ” คิบอมก็ยังคงเป็นคิบอม เมื่อเขาตีความหมายในประโยคสั้นๆ ของคนเป็นน้องไปอีกทาง
“เอ่อ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ผมแค่ตกใจที่พี่ยังอยู่ นึกว่าพี่จะกลับไปตั้งแต่ผมหลับ”
“พี่มีหน้าที่ดูแลนาย จะกลับไปได้ไง” คราวนี้คยูฮยอนขอบคุณความมืดรอบกายที่ถึงจะไม่สนิท หากมันก็ช่วยซ่อนเร้นแววประหลาดใจในหน้าของเขาไว้ได้
“อ่อ...วันนี้เวรพี่เฝ้าผมเหรอ” คิบอมยิ้มบางเมื่อฟังการตีความของคนเป็นน้อง
“เปล่า พี่เฝ้านายทุกคืนอยู่แล้ว” มือเรียวยื่นออกมารับแก้วน้ำที่พระเอกหนุ่มส่งให้ก่อนจะจิบพอแก้กระหาย คิบอมมองใบหน้าคมที่เห็นรางๆ ผ่านความมืดสลัวภายในห้องแล้วก็ได้แต่ยิ้มบางในหน้า เขารู้ดีว่าคนเป็นน้องกำลังสงสัยกับทุกๆ อย่างที่เขาทำอยู่ในตอนนี้
“ทำไมละ...ทำไมพี่ถึงเฝ้าผมทุกคืน” คิบอมปล่อยให้ความเงียบเป็นคำตอบอยู่นานกว่าจะยอมเฉลย
“เพราะพี่ทำให้นายเป็นแบบนี้” พูดจบแล้วก็ค้างไว้แค่นั้น ปล่อยในคนที่นอนแบ่บอยู่บนเตียงกลั้นใจรอลุ้นคำตอบเสียตัวโก่ง
“อ่อ... ผมไม่ระวังเองต่างหาก ไม่ใช่ความผิดของพี่เลย ผม...” ลมหายใจติดขัดไปเสียเฉยๆ คยูฮยอนไม่สามารถหลอกตัวเองได้สำเร็จเด็กหนุ่มจึงเลือกที่จะเงียบไปเสีย
“ใช่สิ มันเป็นความผิดของพี่ ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่มันเริ่มต้นเพราะพี่...เพราะพี่จำนายไม่ได้” ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับหายไปเสียเฉยๆ เสียงห้วงความคิดและระบบประมวลผลภายในสมองของคยูฮยอนวิ่งเร็วจี๊ เมื่อคนเป็นพี่เอ่ยประโยคสุดท้ายนั้นออกมา
“พี่...หมายความว่ายังไง” ความมั่นใจของเขาถูกทำลายลงไปตั้งแต่ก่อนอุบัติเหตุเมื่อสามวันก่อนแล้ว ถึงตอนนี้ใครจะว่าเขาเป็นคนย้ำคิดย้ำทำเขาก็จะไม่สนใจละ
“พี่ขอโทษที่พี่จำนายไม่ได้ตั้งแต่แรก ขอโทษจริงๆ นะ เจ้าชายน้อย “ ร่างสูงทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง ส่วนคนป่วยเอนหลังพิงหัวเตียงอยู่ในตอนนี้ น้ำเสียงบ่งบอกถึงความเจ็บปวด และสุ่มเสียงทุ้มที่แหบพร่าทำให้ภายในของคยูฮยอนวูบไหว ภายในช่องท้องราวกับมีใครเอาผีเสื้อนับร้อยตัวมาปล่อย แล้วมันก็พร้อมใจกันกระพือปีกเล็กๆ นั่น
“พี่...เชื่อหรือครับ พี่เชื่อว่าผมคือ...เจ้าชายน้อยคนนั้นหรือ?” คำถามสะดุดลงยามต้องเอ่ยชื่อวัยเด็กของตัวเองออกมา
“มันไม่ใช่เชื่อหรือไม่เชื่อ...แต่มันคือความจริง ทุกอย่างคงต้องขอบคุณรยออุคละมั้ง หมอนั่นทำให้พี่ได้มองในสิ่งที่พี่ไม่เคยมอง” ประโยคตอบรับหนักแน่นจากปากของคนเป็นพี่ที่หลุดรอดออกมาเรียกรอยยิ้มบางจากริมฝีปากได้รูปของคนเป็นน้องทันที
“แต่มันก็เป็นความจริงที่แทบไม่น่าจะเป็นไปได้เลย พี่ไม่คิดว่ามันตลกเหรอ เจ้าชายน้อยที่พี่เจอเมื่อหนึ่งปีก่อนกลับกลายมาเป็นผม น้องเล็กของวงที่พี่แทบจะไม่เคยคุยด้วยเลย” ในตอนท้ายน้ำเสียงดูเหมือนจะเบาลงด้วยความรู้สึกภายใน
“นายเคยได้ยินคำพูดที่ว่า...เวลา คือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในโลกใบนี้ไหมคยูฮยอน” ดวงตาคู่คมสบกับดวงตาสีดำสนิทนิ่ง ต่างฝ่ายต่างค้นหาคำตอบและเรียกร้องหาความจริงจากคนตรงหน้าให้มากที่สุด สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้เห็นในสิ่งที่ตัวเองรอคอย
“เวลาคงเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดจริงๆ 14 ปีของผม กับ 1 ปีของพี่ ทั้งๆ ที่ผมเคยคิดเสมอว่าทำไมถึงมีเพียงแค่ผมคนเดียวที่ต้องทนรอคอยด้วยเวลาที่ยาวนานขนาดนั้น และทั้งๆ ที่ช่วงเวลามันห่างกันตั้งมากมาย แต่สุดท้ายผมก็ได้เจอกับพี่ในฐานะของคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วคนหนึ่ง”
“พี่ขอโทษที่เอาเปรียบนายเรื่องของระยะเวลา แต่นับจากนี้ต่อไปเรื่องระหว่างเจ้าชายน้อยกับพระราชามันจะไม่มีอีกแล้ว” มือเรียวภายใต้มือหนาที่กอบกุมอยู่กระตุกเล็กน้อยยามได้ยินประโยคนั้นจากปากของคนเป็นพี่ หากคิบอมออกแรงบีบแน่นขึ้นก่อนจะเอ่ยประโยคที่ยังคั่งค้างอยู่
“นับจากนี้ไปจะเหลือเพียงแค่เรื่อง “ระหว่างเรา” เท่านั้น” ประโยคที่ได้ยิน หากไม่ใช่เพราะคนพูดกระซิบอยู่ใกล้ๆ คยูฮยอนเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะได้ยินมันถนัดชัดเจนเท่านี้หรือเปล่า ในยามที่ใบหน้าของคนที่เคลื่อนตัวเองขึ้นมาอยู่บนเตียงเดียวกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เลื่อนเข้ามาใกล้ พร้อมกับคำว่า “ระหว่างเรา” ที่ลอยวนอยู่ในห้องนั้น โจคยูฮยอนก็รู้สึกได้ถึงความสุขทั้งหมดที่ไหลอาบไปทั่วร่าง
คนเป็นพี่ถ่ายทอดความสุขผ่านทางอ้อมกอดอบอุ่นที่โอบกระชับไปรอบร่างของคนเป็นน้อง คยูฮยอนรู้ เขารู้ได้โดยที่ไม่ต้องถาม ไม่ต้องเดา เขารู้ว่าถึงตอนนี้คนที่กำลังกอดพร้อมกับกุมมือเขาอยู่ก็มีความสุขไม่น้อยไม่กว่าเขาเลย
จะ 1 ปี หรือ 14 ปี คยูฮยอนเพิ่งได้ตระหนักในวันนี้ ตัวเลขมันไม่ได้มีความสำคัญเลยเพราะต่างก็เต็มใจที่จะรอคอยด้วยกันทั้งคู่ และวันนี้ผลลัพธ์สำหรับการอดทนรอคอยกำลังปรากฏให้เห็น ผ่านทางรอยยิ้มอ่อนโยนของพระราชาตัวสูงที่อยู่ตรงหน้า
...ความสุขเป็นแบบนี้นี่เอง...
END...
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~
ภาคสอง จบแล้วค่ะ ^^
เรื่องนี้แต่งไว้ช่วงวันครบรอบเหตุการณ์ไม่น่าจดจำ แต่กลับจำได้ทุกปีที่มันแวะมาทักทาย
เอามาลงไว้เพราะไม่รู้จะอัพอะไรดี(หัวเราะชั่ว) เป็นฟิคสั้นที่ยาวมาก(เกือบ 20 หน้าเอสี่) แต่เป็นฟิคที่รักมากเหลือเกิน ตอนนั้นไม่รู้อารมณ์ไหนถึงได้แต่งออกมาได้ขนาดนี้
เรื่องมันอบอุ่น หวานนิด ขมหน่อยๆ แต่ก็จบลงที่ความเข้าใจของทุกคน แฮปปี้ตามแบบของคิมฮีจิน ต่างฝ่ายต่างรอคอยซึ่งกันและกัน แล้วก็มีช่องว่างอยู่ตรงที่ไม่ยอมพูดจาให้เข้าใจกันเสียที กว่าจะเข้าใจกันก็เกือบจะทำให้โจเดี้ยงอีกรอบ T____T (พี่ขอโทษนะโจ)
เอาเป็นว่าใครที่หลงเข้ามาอ่านอยากจะเม้นก็เชิญได้ตามระดับอารมณ์ค่ะ
ส่วนใครๆ ที่ทวงนายน้อยซองมินไว้...สักครู่(ใหญ่ๆ)
ปล.เปลี่ยนแบ็คกราวด์และเฮดเดอร์ใหม่ แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้ากัน - -* เอิ๊กกก
อย่าลืมรดน้ำต้นไม้นะคะ ^^
edit @ 10 Jun 2009 17:26:48 by Popsical_Kwan

