[Fiction] KJW Birthday Project_02
posted on 14 Sep 2009 23:21 by popsical in Fiction

Title :: Untitled (หรือชื่อไทยว่า รักใส ใส หัวใจสี่คู่)
Couple :: แจจุง x ชอนซา(เหมี่ยว)
คยูฮยอน x อีซึล(อ้วก)
จียง x ซึงออ(หมึก)
ซึงฮยอน x แฟนนิส(มั้งนะ)
Notice :: ยังคงไม่ไปถึงไหน มีแต่รายละเอียดเพิ่มเติมมานิดหน่อย เหมือนจะยังคงความป่วงไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ตอนหน้าจะขยับขยายเพิ่มเติมส่วนอื่นๆ ต่อไป เช่นเดิมว่าจะพยายามให้ตอนหน้ามาเร็วๆ ด้วยเช่นกันค่ะ
เนแฟนนิสยืนรอจนกระทั่งรถยนต์ของเพื่อนรัก(ที่วันนี้มีตุ๊ดเป็นคนขับ)เคลื่อนตัวห่างออกไป เจ้าของบ้านหลังใหญ่ที่สุดจึงค่อยผ่อนลมหายใจคลายความอึดอัด หล่อนพยายามทำใจให้เลิกขัดเคืองหรือเก็บลมปากของคนหน้าเข้มมาเป็นอารมณ์ได้ในระดับหนึ่ง นับตั้งแต่เชวซึงฮยอนย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านของเพื่อนรักที่อยู่ติดกัน และก็เรียกได้ว่าตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบหน้ากันผู้ชายคนนั้นก็ดูเหมือนจะตั้งท่าเป็นปฏิปักษ์กับหล่อนในทันทีเช่นกัน อาการนิ่งเงียบแต่ใช้สายตาคมปลาบกวาดมองราวกับตรวจสภาพสินค้ายังไม่ทำให้แฟนนิสขุ่นเคืองได้เท่าการที่เขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ อีกเลยหลังจากนั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าสงครามขนาดย่อมๆ ระหว่างหล่อนกับเชวซึงฮยอนมันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แฟนนิสพอจะรู้สาเหตุมาบ้างแต่ก็ไม่สนใจจะแก้ไขความเข้าใจผิดเหมือนอย่างที่คิมฮีจินเคยแนะนำ ซ้ำยังสั่งห้ามเพื่อนเด็ดขาดไม่ให้อธิบายขยายความใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เชวซึงฮยอนอยากเข้าใจยังไงก็ปล่อยให้เขาเข้าใจ แฟนนิสก็จะใช้ชีวิตในแบบของตัวเองต่อไป
“After service งั้นเหรอ...ฮึ่ย ไอ้ตุ๊ดบ้า ปากร้ายแบบนี้ไงผู้หญิงถึงได้ทิ้งเอา” แฟนนิสอาจจะห้ามไม่ให้เพื่อนเล่าขยายความเรื่องราวในส่วนของตัวเองแต่หล่อนไม่ได้ห้ามหากฮีจินจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับน้องชายหน้าเข้มริมฝีปากสีระเรื่อกระตุกเป็นรอยยิ้มสะใจเมื่อนึกถึงสิ่งที่เป็นเหตุให้ผู้ชายปากร้ายคนนั้นต้องบินกลับสู่มาตุภูมิทั้งที่ครอบครัวทั้งหมดอาศัยอยู่ในประเทศมหาอำนาจของโลก อกหัก คิมฮีจินบอกหล่อนว่าอย่างนั้น
เนแฟนิสปล่อยใจนึกถึงเรื่องของคนเพียงคนเดียวเนิ่นนานจนเริ่มรู้สึกตัวจึงสะบัดหน้าไล่ทุกความคิดออกจากหัว มันเรื่องอะไรหล่อนจะต้องมายืนชื่นชมธรรมชาติพร้อมกับคิดถึงคนปากจัดอย่างนั้นด้วย เจ้าของเรือนร่างบอบบางกำหนดลมหายใจเรียกสมาธิและความเป็นตัวเองกลับมาได้ไม่ยากเลย กลิ่นหอมของต้นไม้ใบหญ้าและดอกไม้สองสามชนิดที่เข้มแข็งมากพอจะมีชีวิตรอดยืนต้นอยู่ได้ส่งกลิ่นหอมหวาน หล่อนเดินลัดเลาะมาหยุดที่หน้าพุ่มกอของมะลิสีขาวที่กำลังออกดอกประปรายแล้วก็อดที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเสียไม่ได้
ซึงออใช่ไหมที่เป็นเจ้าของต้นไม้ต้นนี้ และก็ไม่ใช่แค่ซึงออที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในแปลงดอกไม้ ชอนซาเองก็เป็นเจ้าของกุหลาบหลายกอ ส่วนอีซึลก็ไม่ยอมน้อยหน้าด้วยการไปเสาะแสวงหากล้วยไม้แต่ละชนิดมาแขวนห้อยระโยงระยางด้วยเช่นกัน ผู้เช่าทั้งสามรวมตัวกันขออนุญาตทำแปลงดอกไม้เล็กๆ บนสนามหญ้าข้างบ้านโดยรับคำเป็นมั่นเหมาะว่าจะช่วยกันดูแลรักษาอย่างดี หากพอผ่านช่วงที่เรียกว่าบ้าเห่อทุกคนก็ปล่อยให้แปลงเพาะชำข้างบ้าน(ซึ่งแน่นอนว่าแฟนนิสไม่เคยเห็นดีด้วย)รกร้างว่างเปล่า ระยะเวลาของความเห่อมีอยู่แค่พอเจ้าดอกสวยที่ติดมากับต้นแห้งเหี่ยวลงแล้วไม่มีดอกใหม่มาแทนที่เท่านั้นเอง
เนแฟนนิสไม่ใช่นักอนุรักษ์นิยม ไม่ใช่เจ้าหน้าที่องค์การสิ่งแวดล้อมโลก และก็ไม่ได้ถึงกับชื่นชอบชื่นชมการทำงานบ้านงานสวนอะไร เพียงแต่หล่อนเป็นคนเดียวที่ใช้เวลาอยู่กับบ้านมากที่สุด ทั้งที่ทุกเดือนในฐานะเจ้าของบ้านจะต้องเสียเงินจ้างคนมาดูแลสวนอยู่แล้ว หากก็ยังไม่วายต้องมาคอยดูแลต้นไม้ที่ผู้เช่าทั้งสามขยันหามาปลูก(ตามอารมณ์ในช่วงนั้น)อีกด้วย
“เห็นจะต้องห้ามเด็ดขาด เอามาปลูกทีไรก็เป็นเหมือนเดิมทุกที” แฟนนิสไม่ใช่คนจู้จี้ขี้บ่นในเรื่องจุกจิกหากพอก้มมองสภาพแปลงดอกไม้ตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความอิดหนาระอาใจ แล้วก็เป็นเธอที่ต้องมาคอยตามรดน้ำให้ในยามที่พอมีเวลาว่าง มือบางจับสายยางเส้นสีเขียวไว้กับมือแต่ไม่ต้องเสียเวลาเดินอ้อมไปเปิดก๊อกน้ำเพราะเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่คงผ่านออกมาทางประตูระเบียงเขาจัดการให้เรียบร้อยแล้ว คิมแจจุงส่งยิ้มเจิดจ้าให้กับเจ้าของบ้าน มือข้างหนึ่งสาละวนอยู่กับการกดผ้าผืนเล็กซับหยดน้ำไปตามเรือนผมสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แฟนนิสกวาดสายตามองเรือนร่างสมส่วนและหัวไหล่หนาที่เสื้อกล้ามสีขาวตัวเดียวไม่สามารถปิดบังความงดงามของลายเส้นกล้ามเนื้อไว้ได้ และอาการจับจ้องมองนั้นคงมากเกินพอดีจนคนที่ถูกมองจำต้องออกปากถามด้วยความข้องใจในที่สุด
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“เปล่าค่ะ แค่คิดว่าคุณเนี่ยรูปร่างดีจัง ต้องใช้เวลานานไหมคะกว่าจะได้แบบนี้” คนถูกถามแถมยังเป็นชายหนุ่มตัวโตกลับเป็นฝ่ายเก้อเขินเสียเอง คิมแจจุงหยุดมือที่กำลังเช็ดผมคล้องผ้าผืนนั้นไว้รอบลำคอก่อนจะเดินเลี่ยงไปหยุดชื่นชมดอกสีเหลืองของกล้วยไม้หนึ่งในหลายกระถางที่มีชีวิตเหลือรอดมาได้
“นานครับ”
“ต้องเข้าโปรแกรมพิเศษเลยหรือว่า”
“เปล่าครับ ผมแค่ควบคุมอาหารแล้วก็ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผมไม่ชอบการที่ต้องมีใครคอยบังคับกะเกณฑ์ให้ทำอะไรก็ตาม” แฟนนิสพยักหน้าเข้าใจมือกับปากยังปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่มีคำว่าบกพร่องราวกับทุกอย่างได้ถูกเมมโมรี่ไว้แล้ว
“แล้ว จุดประสงค์หลักที่ทำให้คุณหันมาให้ความสนใจกับสุขภาพร่างกายคืออะไรคะ ตามสมัยนิยม ตามความชอบส่วนตัว หรือเพราะอย่างอื่น” คนฟังไม่ได้หันมามองใบหน้าของคนถามแต่เปลี่ยนความสนใจไปยังกุหลาบสองสามต้น มุมปากสวยกระตุกเป็นรอยยิ้มจากนั้นเขาก็ย้อนคำถามที่ทำให้แฟนนิสต้องเป็นฝ่ายหลุดหัวเราะออกมาเสียเอง
“ผมนึกว่าคุณถามจบไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วเสียอีก ยังได้ข้อมูลไม่พอหรือครับ”
“แหม ฉันก็ถามไปตามประสาพวกอยากรู้อยากเห็นละ จริงนะแจจุง บอกหน่อยได้ไหมว่าพวกสาวๆ เวลาเห็นรูปร่างคุณเนี่ยแต่ละคนมีปฏิกิริยายังไงบ้าง” คนถามถามราวกับตัวเองไม่ใช่หญิงสาว สีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจังราวกับกำลังสอบสัมภาษณ์พนักงานใหม่ คิมแจจุงมองเจ้าของผิวขาวจัดที่กำลังยืนปล่อยอารมณ์สบายๆ กับการทำกิจกรรมยามเช้าอย่างง่ายๆ คิดถึงคำถามของเจ้าหล่อนแล้วสมองก็ดันไถลไปนึกถึงปฏิกิริยาอย่างที่แฟนนิสตั้งคำถามจากหญิงสาวคนล่าสุด เรียวปากสีแดงสดฉ่ำแย้มเป็นรอยยิ้มกว้างขึ้น เสียงทุ้มแหบห้าวกล่าวขึ้นมาลอยๆ
“เมื่อเช้านี้ก็เห็นอยู่กับตาไม่ใช่หรือครับว่าคุณคิมชอนซามีปฏิกิริยายังไง...ร้องกรี๊ดแล้วก็หาว่าผมเป็นพวกโรคจิต” คนพูดรู้สึกอย่างไรแฟนนิสไม่แน่ใจแต่แค่ได้นึกถึงหน้ายัยบ้านนอกชอนซาหล่อนก็ขำจนมือที่มือสายยางส่ายไปมาอย่างน่าอันตราย
“โอ้ย อย่าไปเอาอะไรกับยัยคนนั้นเลยค่ะ ปกติก็เห็นอ่านพวกนิตยสารผู้ชาย ดูผู้ชายถ่ายแบบเปลือยอกเปลือยต่ำกว่าอกได้ไม่เห็นเป็นไร พอเจอของจริงคงตกใจแหละเลยสติแตก”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครตกใจแค่หิวก็เลยกะจะลุกขึ้นมาหาน้ำดื่ม ผมหาแก้วไม่เจอเลยต้องยกดื่มทั้งกล่องมันก็เลยหกเลอะเสื้อ แล้วก็นั่นแหละ” ชายหนุ่มไหวไหล่แต่กลับดูไม่น่าเกลียดใจสายตาคนมองแฟนนิสกำลังจะอ้าปากเผารุ่นน้องในบ้านให้คนหล่อฟังต่อแต่ก็จำต้องหยุดความต้องการไว้เพราะเสียงโทรศัพท์บ้านที่กรีดร้องออกมาจากห้องรับรอง
“ฝากแป๊ปนึงนะคะ” แฟนนิสยื่นสายยางในมือให้คนตัวสูงรับไปจัดการต่อแล้วร่างบางก็รีบก้าวยาวๆ ตามเสียงดังสะท้านสะเทือนของโทรศัพท์ที่โอซึงออเป็นคนไปหาซื้อมา คิมแจจุงรับงานมาทำต่ออย่างไม่เกี่ยงงอนชายหนุ่มเปลี่ยนมาให้น้ำกับกล้วยไม้ที่แขวนอยู่สูงขึ้นมาในระดับสายตากำลังจะยกสายยางขึ้นด้วยความตั้งใจว่าจะฉีดใส่กระถางที่มีดอกสีเหลืองอีกเสียงที่ดังไม่แพ้เสียงโทรศัพท์ก่อนหน้านี้ก็แผดลั่น
“จะทำอะไรนะ!”
“เฮ้ย!”
“โอ้ย...อ๊าย เปียกหมดแล้ว!!!”
“คุณ ผมขอโทษครับคุณเป็นยังไงบ้าง” คนตรงหน้ามีสภาพไม่ต่างกับคำกล่าวที่ว่าลูกหมาตกน้ำ ตั้งแต่ศีรษะที่เปียกโชกจนเส้นผมสีดำประบ่าลีบลู่ คิมแจจุงเห็นแล้วก็รีบวางสายยางในมือโดยไม่สนใจว่าบริเวณนั้นอาจจะเจิ่งนองไปด้วยน้ำหากไม่รีบปิดก๊อก ชายหนุ่มก้าวยาวๆ แค่สองก้าวก็สามารถประชิดร่างเล็กก่อนจะวางผ้าผืนเล็กที่คอโปะลงบนเรือนผมเปียกโชกของหญิงสาว ชอนซาผงะถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณ แต่ด้วยความไม่ระวังแทนที่จะขยายระยะห่างกลับเสียหลักจนต้องรีบคว้าท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของชายหนุ่มไว้แทน อุบัติเหตุที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า(?)ส่งผลให้ใบหน้าของคิมชอนซาปะทะกับอกกว้างของคิมแจจุงอย่างแรง ดูเหมือนต่างฝ่ายก็ตกใจมากพอกันจึงมีเพียงความเงียบเข้าปกคลุมอยู่นานนับนาที และพอรู้สึกตัวว่าได้เผลอสูดกลิ่นกายของผู้ชายเข้าสองเฮือกใหญ่ๆ นักศึกษาปริญญาโทจอมป่วงก็รีบดิ้นขลุกขลักพาร่างออกจากจุดอันตราย ร่างบางกระตุกเกร็งราวกับโดนไฟฟ้าช็อต
“ฉะ ฉันไม่เป็นไร”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ผมขอโทษนะครับคุณชอนซา” คำว่า คุณชอนซา กระตุ้นให้หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วยิ่งกระหน่ำถี่รัวราวกับใครสักคนกำลังฉุดกระชากลากแขนให้หล่อนออกวิ่งร้อยเมตร คิมชอนซาเงยหน้ามองใบหน้าสวยหวานยิ่งกว่าผู้หญิงหลายๆ คน(ที่หมายความรวมตัวหล่อนเองด้วย) แล้วก็เห็นว่าหน่วยตากลมโตคู่นั้นเปล่งประกายของความสำนึกผิดอย่างจริงใจ ไอ้อารมณ์โกรธเคืองจนเกือบๆ จะปรี๊ดแตกเลยถูกดับได้ง่ายดาย(กว่าที่คิด)
“ผมทำของคุณเสียหายหรือเปล่าครับ” พอถูกซักเจ้าตัวก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้าที่จะเดินพ้นประตูรั้วบ้านเข้ามานั้นในมือมีรายงานฉบับล่าสุดที่เพิ่งนำไปเย็บเล่มสวยงามอยู่ด้วย คิมชอนซาส่งเสียงครางอย่างท้อแท้หล่อนต้องเสียเวลาอีกอย่างน้อยครึ่งวันเช้าเพื่อจัดการให้ได้เอกสารเล่มใหม่ และที่สำคัญคือต้องโทรไปเลื่อนเวลาส่งงานกับอาจารย์คิมสุดโหดอีกด้วย
“ผมจะชดใช้ให้ครับ” ชายหนุ่มแสดงความรับผิดชอบเพราะเดาจากสีหน้าของหญิงสาวแล้ว ของที่อยู่ในมือจะต้องมีความสำคัญมากทีเดียว คิมชอนพร่างพรูลมหายใจระบายความอึดอัด เช้าวันนี้มันอะไร! หล่อนลืมกระเป๋าสตางค์มารู้ตัวก็คือตอนที่ต้องจ่ายเงินค่าโดยสาร อับอายจนต้องรีบลงจากรถประจำทางมุ่งหน้ากลับบ้านเพื่อไปให้ทันนัดส่งงาน แล้วก็ต้องมาเจออุบัติเหตุที่ทำให้ตัวเปียกไม่พอ รายงานที่เฝ้าอดตาหลับขับตานอนทำมานานนับเดือนที่มีกำหนดส่งวันนี้ยังเสียหายยับเยิน จะมีอะไรซวยกว่านี้อีกไหมละ!
“คุณช่วยอะไรฉันไม่ได้หรอก ช่างเถอะ”
“แต่ว่า ผมทำงานของคุณเสียหาย” เรื่องมันจริงเสียจนชอนซาคร้านจะปฏิเสธ ใจหนึ่งหล่อนก็อยากให้เขาระลึกไว้ว่าได้ทำให้มนุษย์ตัวเล็กๆ คนนึงต้องลำบากเพราะการกระทำของตัวเอง(แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ) แต่อีกใจก็อดจะหงุดหงิดแกมรำคาญอย่างเสียไม่ได้เมื่อคิมแจจุงยังตอแยเสนอความช่วยเหลือ
ทำยังกับจะช่วยอะไรได้อย่างนั้นละ!
“ไม่เป็นไร ฉันจะรีบปรินท์แล้วเอาไปเข้าเล่มใหม่น่าจะยังทัน”
“ผมจะช่วย”
“ไม่มีอะไรที่คุณช่วยได้หรอกค่ะ” ถูกย้อนกลับด้วยประโยคในความหมายเดิมคิมแจจุงก็เลยเริ่มจะขุ่นขึ้นมานิดๆ นี่เจ้าหล่อนจะเอาแต่ย้ำอีกนานไหมว่าเขาไร้ความสามารถที่จะช่วยเหลือสิ่งใดได้ หัวคิ้วยาวขมวดเข้าหากันหากยังไม่ทันที่ผู้ชายคนเดียวจะได้กล่าวว่าอะไรคนที่หายเข้าไปรับโทรศัพท์ก็ส่งเสียงนำมาก่อนตัว
“ยัยบ้านนอกหล่อนลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ใช่ไหมละ อ้าว แล้วนั่นทำไมเปียกเป็นลูกหมาอย่างนั้นละ ไปซุ่มซ่ามเดินตกท่อที่ไหนมา” เห็นอยู่ชัดๆ เลยละว่าแกล้งถาม เรียวปากบางแย้มเป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงตาคู่เรียวก็ระยิบระยับเต็มไปด้วยความขบขันกึ่งๆ เอ็นดู
“ผมเองครับ ผมเป็นคนทำให้คุณชอนซาเปียก” แฟนนิสเห็นตั้งแต่ตอนที่คิมแจจุงเดินเอาผ้าผืนเล็กไปโปะลงบนศีรษะของยัยบ้านนอกแล้วละ แต่หล่อนยังคุยธุระไม่เสร็จเลยไม่มีโอกาสได้ออกมาทำลายบรรยากาศเสียตั้งแต่ตอนนั้น
“รีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสิจะได้ออกไปพร้อมกันพี่จะเลยไปส่งที่มหาวิทยาลัยให้ เอ้า กระเป๋าสตางค์ เดี๋ยวก็ลืมอีกจนได้”
“พี่แฟนออกไปส่งเพื่อนเถอะ เค้าคงอีกนานกว่าจะเสร็จเพราะต้องปรินท์รายงานใหม่ด้วย”
“อ้าว ไหนว่ารีบ”
“ก็รีบค่ะ แต่ไม่อยากเป็นตัวถ่วงไง”
“ผมไม่รีบครับ ยังไงเรารอคุณชอนซาปรินท์รายงานเสร็จก่อนแล้วค่อยออกไปพร้อมกันดีกว่า” สีหน้าคุณชอนซานั้นออกจะไม่ค่อยชอบใจกับแนวความคิดนั้นสักเท่าไหร่ แต่สองเสียงย่อมเอาชนะเสียงเดียวของหล่อนไปจนได้ คิมชอนซาพยักหน้ารับกับคนเป็นพี่แต่ใช้หางตาเหลือบมองผู้ชายอีกคนที่แม้จะมีเสื้อกล้ามขนาดพอดีตัวปกปิดร่างกายส่วนบนแต่ภาพแรกรับอรุณยังคงตามหลอกหลอนไม่จบสิ้น
“แน่ใจนะครับว่าไม่อยากให้ผมช่วยอะไร” ถ้าบอกว่าให้ช่วยเอาหน้าหล่อๆ หุ่นล่ำๆ ไปห่างๆ คุณชอนซาคิมแจจุงจะทำให้ได้ไหม!
“ไม่ต้อง...ค่ะ” ชอนซาตอบแล้วก็เดินเลี่ยงไปทำภาระกิจส่วนตัวโดยมีเสียงหัวเราะแบบรู้เท่าทันของเนแฟนนิสตามหลังมา พอนักศึกษาปริญญาโทคนเดียวของบ้านคล้อยหลังไปแล้วอีกเสียงจากด้านบนก็ตึงตังโครมครามตามลงมาแบบไม่ยอมให้แจจุงได้พักหายใจกับความวุ่นวายของคนบ้านนี้
“อ๊ากกกก สายแล้วๆๆๆ !!!” ร่างเล็ก(มาก)ในชุดนักศึกษาหญิงที่ไม่มีส่วนใดเรียบร้อยเลยวิ่งหลุนๆ ลงมาจากบันไดชั้นบนในอาการที่ยิ่งกว่ารีบเร่ง กระโปรงทรงแคบยาวเลยเข่านิดหน่อยเกือบทำให้โอซึงออสะดุดหกล้มที่บันไดขั้นสุดท้าย
“ซึงออ เธอมีเรียนด้วยหรือวันนี้”
“มีค่ะ วิชาจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม อะไรสักอย่างนี่แหละ”
“มีวิชาแบบนี้ด้วยหรือ พี่ไม่เห็นเคยได้ยิน”
“อื้อ เป็นวิชาที่เพิ่งแอดเพิ่มเข้าไปนะค่ะ นักศึกษาทุกคนต้องเรียน...พี่แฟนเห็นรองเท้าซึงออไหมคะ” เด็กตัวเล็กที่เหมาะกับชุดนักเรียนมัธยมมากกว่าชุดนักศึกษาถามหารองเท้าคู่โปรดพร้อมกับแหวกตามชั้นวางรองเท้าไปด้วย แป๊บเดียวเจ้าตัวก็คว้าได้รองเท้าผ้าใบคู่เก่าสุดลงมาจากชั้นหนึ่งก่อนจะหันมาบอกเสียงใสทั้งที่ยังเร่งรีบ
“ซึงออไปก่อนนะคะ ขืนช้ากว่านี้อีกวินาทีเดียวได้โดนฆ่าหมกคลาสแน่...อ่อ สวัสดีคุณเพื่อนพี่แฟนด้วยค่ะ ไปนะคะ” นักศึกษาตัวจิ๋วเคาะรองเท้าสองสามทีเพื่อให้มั่นใจว่ารัดกุมดีแล้วจึงออกวิ่งตัวปลิว
“วุ่นวายดีไหมละคะบ้านนี้”
“ก็...สนุกดีนะครับ ดูครื้นเครงตลอดเวลา” คำว่าครื้นเครงของคิมแจจุงคงเป็นคำจำกัดความสำหรับคนในบ้านหลังใหญ่ได้ดีที่สุด เนแฟนนิสถอนหายใจยาวๆ หนึ่งครั้งก่อนจะออกปากขอตัวไปจัดการกับตัวเองเตรียมพร้อมสำหรับทำหน้าที่คนขับรถให้กับชายหนุ่มและยัยบ้านนอกที่หายเงียบเข้าไปในห้องนอนส่วนตัว ว่ากันตามตรงแล้วสภาพร่างกายตอนนี้ต้องการการนอนหลับพักผ่อนมากที่สุดแต่เรื่องมันสุดวิสัยจริงๆ จะว่าไปนี่ถ้าหล่อนฝากแจจุงไปกับฮีจินได้เสียตั้งแต่ทีแรกก็คงไม่ต้องลำบากตัวเอง คิดแล้วก็เคืองไปถึงอีกคน
เถอะ! ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากหล่อนบ้างก็แล้วไป
TBC
ยังคงความป่วงไว้เช่นเดิม...คู่ตุ๊ดนี่สนุกจริงๆ นะ ขอบอก ตอนหน้าพระเอกที่เหลือจะทยอยกันออกมาละ กรุณารอติดตาม
ขอโทษทุกคนด้วยที่บทอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดหวังไว้ ขอโทษที่คนแต่งมันเอาแต่ใจไปหน่อยนะคะ แต่จะพยายามชดเชยในส่วนอื่นให้ จะพยายามทำให้ดีที่สุด ทำให้ดีกว่านี้ ^^
แฟนนิส เค้าขอโทษนะคะที่ป่วงอย่างไร้สติ
edit @ 15 Sep 2009 01:39:47 by Popsical_Kwan

