[Fiction] KJW Birthday Project_03
posted on 02 May 2011 00:05 by popsical in FictionKim Jongwoon Birthday Project_03

Title :: Untitled
Couple :: แจจุง x ชอนซา(เหมี่ยว)
คยูฮยอน x อีซึล(อ้วก)
จียง x ซึงออ(หมึก)
ซึงฮยอน x แฟนนิส(มั้งนะ)
Note :: ตอนนี้ยังคงไม่มีอะไรคืบหน้าเท่าไหร่ และก็มีปรากฎแค่สองคู่(หรือเปล่า) เ็ป็นฟิกที่มีผลสืบเนื่องมาจากความหล่อของน้องเทมป์ในไลฟ์อินกิกาโยวันนี้ สูทแดง เชิ้ตตัวในสีขาว และแว่นสีชา หล่อทำลายล้างถึงขนาดที่คฮจ.ลืมลูกลืมผัวได้เลยทีเดียว...ใครที่ยังไม่อยากอ่านเพราะไม่มีคู่ตัวเองก็ไม่เ็ป็นไรเน้ ไว้เดี๋ยวว่างๆ และมีอารมณ์อยากแต่งจะมาต่อให้เรื่อยๆ นะค้า ^^
คุณชอนซาหายเข้าห้องพักส่วนตัวไปนานกว่าที่ตั้งใจ นอกจากจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่(ซึ่งก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากชุดเดิมนัก)นักศึกษาปริญญาโทตัวเล็กยังต้องเสียเวลาเช็ดผมให้แห้งโดยวิธีธรรมชาติ เพราะความที่เป็นมนุษย์เฉยชา เรียบง่ายจนติดจะอืดเอื่อยอยู่เป็นนิจทำให้หล่อนไม่ค่อยสนใจกับตัวเองมากนัก ทุกทีเวลาจะแต่งตัวก็แค่หลับตาหยิบจับได้เสื้อตัวไหนก็สวมๆ ลงหัวไป แต่วันนี้นอกจากจะหงุดหงิดเพราะถูกบุกรุกด้วยภาพกล้ามเนื้ออกล่ำๆ ของผู้ชายเต็มตัวหน้าหล่อสุดๆ ผู้ชายคนเดียวกันนั้นยังทำให้หล่อนเปียกปอนรายงานทั้งฉบับชุ่มโชกไปด้วยน้ำต้องเสียเวลามาปรินท์และนำไปเข้าเล่มใหม่
“ป้าแฟนนะป้าแฟน ชอบพาคนแปลกหน้ามาบ้านอยู่เรื่อยเลย ไม่กลัวเจอพวกโรคจิตเลยหรือยังไงนะ” ปากบ่นมือก็ควานหาเสื้อเชิ้ตที่แขวนอยู่ในตู้ มืออีกข้างมีผ้าขนหนูผืนเดิมที่ลืมไปแล้วว่าได้มาจากผู้ชายหน้าหล่อต้นเหตุของความล่าช้าในเช้าวันนี้ ชอนซาใช้มันซับน้ำบนเส้นผม(หลังจากขยี้แรงๆ ไปแล้วหลายครั้ง) รั้งเสื้อตัวหนึ่งออกจากไม้แขวนได้ก็รีบแล่นมาหาโน้ตบุ๊กส่วนตัวทันทีที่เห็นว่ามันพร้อมสำหรับใช้งาน กดเรียกไฟล์เวิร์ดที่แปะอยู่หน้าเดสท็อปขึ้นมาสั่งปรินท์แล้วก็ตั้งใจว่าจะหันกลับมาจัดการกับตัวเองให้เสร็จ ทว่า...
.
.
.
“......................”
“กรี๊ดดดด!!!”
“เฮ้ย!”
สองเสียงดังประสานกันแตกต่างในระดับน้ำเสียงแต่แสดงออกถึงความตื่นตระหนกไม่แพ้กัน คิมชอนซาถลาไปนั่งซุกอยู่ที่ซอกข้างเตียงร่างจากประตูห้องมือกำเสื้อเชิ้ตที่ยังไม่มีโอกาสสวมไว้แน่น ส่วนผู้บุกรุกที่โดนผ้าขนหนูฟาดอย่างแรงแทนอาวุธทำลายล้างก่อนเจ้าของห้องจะวิ่งหายไปนั้นระล่ำระลักกล่าวคำขอโทษในความผิดพลาดของตัวเอง
“ขะ ขอโทษครับ ผม...เข้าผิดห้อง...คือว่า ผม...”
“ไอ้บ้า! โรคจิต! ไอ้ลามก...นายจงใจใช่ไหม!”
“ผมเปล่า แต่ผมจำสลับกับห้องพัก...เฮ้ย!” เสียงห้าวยังกล่าวได้ไม่จบประโยคก็ต้องรีบก้มหัวหลบสลิปเปอร์ที่ลอยหวือข้ามห้องมา นายแบบหนุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับการต้อนรับแบบดุเดือดจากเพศตรงข้ามทั้งตกใจกึ่งฉุนในอก เขาก็บอกอยู่ว่าไม่ได้เจตนาเข้าผิดห้องแต่ดูเหมือนคิมชอนซานอกจากจะไม่เข้าใจอะไรเลยแล้วยังโวยวายไม่เลิก ตัวเล็กแต่เสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านเดี๋ยวไม่ใครก็ใครคงเข้าใจว่าเขากำลังจะฆาตกรรมแม่ปลาแห้งที่นั่งหลบอยู่ข้างเตียง
นายแบบหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก นึกขำกับความคิดของตัวเอง...คะเนจากภาพที่เห็น(แม้จะแค่แวบเดียว)เรือนร่างภายใต้เสื้อกล้ามเนื้อบางคงไม่ได้ห่างไกลจากสรรพนามที่เขาคิดตั้งให้แม่สาวจอมโวยวายคนนี้สักเท่าไหร่(ซึ่งแน่นอนว่ามันจะเป็นสรรพนามที่เขาจะเก็บไว้กับตัวเองคนเดียว)
ก่อนที่แจจุงจะถูกโจมตีด้วยอาวุธชนิดใหม่เสียงของกรรมการห้ามทัพก็ดังมาแต่งไกล แฟนนิสได้ยินเสียงเอะอะ เสียงกรีดร้อง(ที่นานๆ จะได้ยิน) และเสียงร้องด้วยความตกใจของผู้ชายซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแขกพิเศษของเธอ
“เกิดอะไรขึ้น แจจุง อ่าว แล้วนั่นทำไมยัยบ้านนอกไปนั่งอยู่ตรงนั้นล่ะ” เจ้าของบ้านถามอย่างคนไม่เข้าใจเหตุการณ์ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่คงไม่ใช่เรื่องดี ดูเหมือนการพบกันของสองคนนี่จะมีเรื่องวุ่นวายอยู่เสมอ
“ว่าไงคะ ไม่มีใครคิดจะตอบเลยหรือ”
“อ่อ คือผม...จะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วบังเอิญ เอ่อ เข้าผิดห้อง คุณชอนซาก็เลย...”
“ไอ้คนบ้านั่นมันจงใจนะป้า เค้าบอกป้าแล้วว่ามันเป็นโรคจิต หน้าตาดีแต่ก็จิตไม่ปกติ ลามก หื่นกาม วิตถาร” เสียงที่ดังมาจากซอกหนึ่งของเตียงนอนไม่ได้ลดราความเคืองขุ่นลงเลย ดูเหมือนยิ่งแจจุงยังปักหลักยืนอยู่ตรงนั้นก็ยิ่งทำให้คิมชอนซาเข้าใจไปในทางที่ร้ายแรง แฟนนิสอยากหัวเราะแต่หล่อนปวดหัว การต้องตื่นเช้ากว่าเวลาปกติ แถมยังต้องมาเจอเรื่องยุ่งขิงไม่เข้าท่าทำให้พื้นอารมณ์หญิงสาวขุ่นได้ง่ายๆ ที่ยังดำรงความสุภาพไว้ได้ก็เพราะเห็นแก่มารยาท
“แจจุงไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะทางนี้พี่จัดการเอง” คิมแจจุงอึกอักเพราะยังอยากเคลียร์ตัวเองให้พ้นทุกข้อครหาแต่คิดว่าในยามนี้เขาควรทำตามคำแนะนำของเจ้าของบ้านมากกว่า เรื่องระหว่างตัวเองกับยัยปลาแห้งนั่นไว้ค่อยแก้ไขทีหลัง ชายหนุ่มตวัดตามองเงาตะคุ่มในซอกข้างเตียงเสียอีกครั้งก่อนจะหันหลังให้ทั้งสองสาว แฟนนิสรอจนเห็นว่าแจจุงไม่ได้เข้าผิดห้อง(อีกครั้ง)แล้วจึงหันมาหายัยบ้านนอกที่ยังนั่งกุมมือไว้บนอก ไม่รู้จะแตกตื่นทำไมในเมื่อหล่อนยังมองไม่เห็นเลยว่าสภาพในยามนี้ของชอนซามันจะแตกต่างกับเวลาปกติที่ตรงไหน
“หล่อนจะมุดอยู่ตรงนั้นทั้งวันเลยไหม ถ้าจะอยู่ทั้งวันพี่จะได้ไม่ต้องรอ ออกไปส่งแจจุงแล้วจะได้ทำธุระอื่นต่อ”
“พี่แฟนนนนน ทำไมใจร้ายกับน้องกับนุ่ง”
“มาว่าฉันใจร้ายเดี๋ยวจะปล่อยให้ไปมหาวิทยาลัยเอง” คิมชอนซากระโดดผลุงออกมาจากสถานที่ใช้หลบภัยชั่วคราว สายตายังไม่วายสอดส่องออกไปยังนอกห้อง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนหน้าตาดีแต่เป็นโรคจิตอยู่แถวนั้นจึงพร่างพรูลมหายใจ พ่อแก้วแม่แก้วตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ยังไม่เค๊ยไม่เคยให้ใครได้เห็นเนื้อหนังที่มากกว่าแขนขา(ใต้เข่า) ไอ้คนโรคจิตนั่นสักวันหล่อนจะเอาคืนให้สาสม
“ทีกับผู้ชายละพูดเสียงอ่อน ไอ้บ้านั่นมันเป็นโรคจิตนะไปพูดดีกับมันทำไม” แฟนนิสเลิกคิ้วมองสำรวจร่างกายคนเป็นน้อง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีส่วนใดสึกหรอหรือเสียรูปทรง(?)หล่อนก็เบาใจ ริมฝีปากได้รูปสวยยกยิ้มได้น่ามองตามเคย
“แจจุงเค้าทำอะไรหล่อนหรือเปล่าล่ะ”
“บ้าหรอ ไอ้คนหล่อโรคจิตของป้าน่ะไม่มีทางได้แอ้มเค้าหรอก”
“งั้นก็แล้วไป”
“อ้าว แต่อีตานั่นเป็นโรคจิตนะ ป้าไม่คิดจะทำอะไรเลยหรือไง เดี๋ยวเกิดมันหน้ามืดขึ้นมา...แอร๊ยย” แม่นักศึกษาปริญญาโทยกสองมือกอดอกทำท่าขนลุกขนพองได้สมจริงจนแฟนนิสเชื่อว่ายัยบ้านนอกนี่คงไม่คุ้นกับผู้ชายหล่อเทพระดับคิมแจจุง ไอ้ที่พอจะคุ้นกันอยู่บ้างก็กลายเป็นตุ๊ดปากจัดไปแล้วนี่นะ
“เอาไว้แจจุงหน้ามืดปล้ำหล่อนขึ้นมาเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน ส่วนวันนี้รีบไปจัดการเรื่องของตัวเองให้เรียบร้อย เดี๋ยวก็ไม่ทันส่งงานจริงๆ” พอยกเรื่องงานขึ้นมาอ้างคิมชอนซาก็เหมือนจะลืมทุกสิ่งในบัดดล เด็กสาวร้องกรี๊ดเบาๆ แล้วก็หันกลับไปสนใจกับงานที่รอการปรินท์เลิกสนใจกับตัวเองเป็นการชั่วคราว แฟนนิสมองความวุ่นวายภายในห้องนั้นก่อนจะส่ายหน้าถอยเท้าออกมาจากห้องพร้อมกับปิดประตูให้เรียบร้อย เจ้าของบ้านใช้เวลาในการจัดการธุระส่วนตัวแค่ครึ่งชั่วโมง ปรากฏว่าตอนที่เดินลงบันไดมานั้นมีแค่ร่างสูงสมส่วนของคิมแจจุงนั่งรออยู่ในห้องรับแขกแต่เพียงผู้เดียว
“พี่แฟนมีธุระที่ไหนต่อหรือเปล่าครับ” คนหล่อถามน้ำเสียงเกรงใจปิดไม่มิด มองแค่ภายนอกแจจุงคือนายแบบรูปหล่อที่ดูดีตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ถ้าไม่ใช่เพราะเคยคุ้นและผ่านการพูดคุยแบบเจาะลึกกันมาก่อนแฟนนิสคงไม่มีทางรู้เลยว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นมนุษย์ขี้เกรงใจ
“มีค่ะ พี่ว่าจะเข้าออฟฟิศไปคุยเรื่องงาน แล้วก็อาจจะเถลไถลหาข้อมูลใหม่อีกนิดหน่อย” หล่อนเห็นคนหล่อยิ้มได้เต็มวงหน้า รอยยิ้มชนิดที่เคยทำให้ตาพร่าเลือนตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันวันนี้ก็ยังทรงอานุภาพเหมือนทุกครั้ง
“แล้วนี่ยัยชอนซายังไม่ลงมาอีกหรือคะ ไหนว่ารีบนักทำไมช้ากว่าคนอื่น...”
“มาแล้วๆ พี่แฟนบ่นอะไรน่ะ เค้าต้องปรินท์งานใหม่ทั้งหมดมันเยอะนะ เยอะ!” ประโยคหลังไม่รู้ว่าย้ำเพื่อความหมายใดแต่ดูเหมือนคนหล่อจะร้อนตัวไม่น้อย พอแจจุงลุกขึ้นยืนคิมชอนซาก็ถอยหลังวูบไปหยุดใช้โซฟาแทนเกราะกำบัง
“เสร็จแล้วก็ไปกันซะที ทุกคนเค้ารอเธออยู่คนเดียวนั่นแหละ”
“ก็เพราะใครล่ะทำให้เค้าช้า” ปากว่าสายตาก็จับจ้องคู่อริอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่แค่แจจุงตวัดสายตามองตอบยัยบ้านนอกก็รีบวิ่งออกจากห้องไปก่อนคนอื่น คนหล่อเลยหมดโอกาสขอโทษในความผิดพลาดของตัวเอง แฟนนิสส่ายหัวกับความล้นของคนเป็นน้อง
“อย่าไปสนใจเลยค่ะ คนบ้านนี้ก็เป็นแบบนี้เองที่มาอยู่รวมกันได้พี่ก็ว่าประหลาดที่สุดแล้ว” คิมแจจุงไม่พูดอะไรแต่ก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มสว่างไสวจนคนมองต้องถอนหายใจยืดยาว...คนหล่อเนาะ มองมุมไหนก็ดูดี
แฟนนิสเลือกมาส่งคิมชอนซาที่มหาวิทยาลัยก่อนจะเลยไปส่งนายแบบหนุ่มที่หน้าคอนโด ระหว่างที่สั่งเสียน้องสาวร่วมโลกให้เตรียมซื้อของสดและแห้งเข้าบ้านสายตาก็พลันปะทะเข้ากับรถยนต์คุ้นตา แฟนนิสเกือบจะโบกมือทักทายแต่แล้วก็นึกได้ว่าวันนี้คนขับไม่ใช่คิมฮีจิน แต่เป็นน้องชายของเพื่อนรักความตั้งใจจึงเปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อเชวซึงฮยอนจงใจชะลอรถให้ช้าลง กระจกทั้งสองด้านถูกเลื่อนลงไม่รู้ว่าด้วยความชอบส่วนบุคคลหรือจงใจแต่มันก็ทำให้แฟนนิสได้เห็นรอยยิ้มเหยียดจากมุมปากของตุ๊ดข้างบ้านชัดเจน
“อ่าว นั่นไอ้เทมป์นี่...เทมป์! เทมป์ๆ ไปด้วย ขอติดรถไปลงหน้าตึกคณะด้วยคน” คิมชอนซาช่วยให้อารมณ์ของแฟนนิสยิ่งขุ่นขลั่กเมื่อยัยบ้านนอกเป็นสาเหตุทำให้หล่อนต้องเผชิญหน้ากับน้องชายฮีจินอีกครั้ง มินิคูเปอร์คันเล็กกะทัดรัด(แต่น่าจะใหญ่เกินไปสำหรับยักษ์หลังพวงมาลัย)ค่อยๆ เทียบจอดข้างอัลฟ่าของหล่อน และแม้จะไม่ได้ชอบใจกับการพบปะกันแต่จะให้เมินเฉยแล้วหลบหน้าหลบตาก็ไม่ใช่นิสัย เพราะฉะนั้นเมื่อเชวซึงฮยอนส่งยิ้มเหยียดผ่านหน้าแจจุงเข้ามาหล่อนจึงเปิดยิ้มหวานใสเป็นการตอบแทน
“พี่แฟนจะเอาอะไรอีกไหมนอกจากที่สั่งมาแล้ว?”
“ไม่เอาอะไรแล้ว แค่ที่สั่งไปน่ะจำให้ได้ทั้งหมดเถอะ”
“เค้าคงต้องเรียกแท็กซี่กลับ...”
“ก็สมควรนะ ของเยอะแยะจะถือขึ้นรถเมลล์คงลำบาก ยังไง...” ประโยคต่อจากนั้นเลือนหายไปในลำคอเพราะความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นจากสายตาของใครบางคน แฟนนิสไม่ต้องเสียเวลาคิดเพราะมีแค่คนเดียวที่สามารถกวนอารมณ์หล่อนให้ขุ่นได้เพียงแค่การมอง
หล่อนยอมให้คิมแจจุงเป็นตุ๊ดเลยเอ้าถ้าหันกลับไปแล้วไม่เจอรอยยิ้มเยาะของตุ๊ดข้างบ้าน!
คิมฮีจินทนอยู่ร่วมบ้านกับเด็กนิสัยเสียนี่ได้ยังไงทุกวัน!
“เค้าเบิกค่าแท็กซี่ได้เหมือนเดิมใช่มั้ย” เมื่อชอนซายังเกาะกระจกถามย้ำเพื่อให้มั่นใจแฟนนิสก็ยังไม่สามารถออกรถไปได้เสียที หล่อนหันไปพยักหน้าแค่ครั้งเดียวยัยบ้านนอกก็บอกขอบคุณแล้วก็ถลาไปขึ้นรถอีกคันชนิดไม่มีการเหลียวหลังกลับมามองซ้ำ
แฟนนิสเตรียมกดปุ่มเลื่อนกระจกให้ปิดขึ้นดังเดิมแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ รู้ว่าการทำเช่นนั้นมันจะยิ่งส่งผลให้อารมณ์เสียยิ่งขึ้นแต่ในเมื่อไม่ว่ายังไงพื้นอารมณ์หล่อนก็ไม่คงที่อยู่แล้วสู้หันไปตาต่อตาฟันต่อฟันเลยดีกว่า อย่างน้อยหล่อนก็ได้ความสะใจล่ะ
“อ่าว...เฮ้ย” ความสะใจของแฟนนิสมีอายุน้อยมากเมื่อหันกลับไปแล้วอีกฝ่ายกลับกดกระจกเลื่อนขึ้นไม่รับไม่รู้สายตาที่เพื่อนพี่สาวใช้มองมา เขาได้รับความพอใจในระดับที่เพียงพอแล้ว เชวซึงฮยอนรอจนคิมชอนซาเข้าประจำที่เรียบร้อยจึงเคลื่อนรถออก แวบเดียวเท่านั้นที่เหลือบตากลับไปมองยังตำแหน่งของเจ้าของรถอัลฟ่าฯ คันงาม
“ไอ้เด็กบ้า! โธ่เอ้ยไม่แน่จริงนี่หว่า”
เชวซึงฮยอนจอดรถส่งคิมชอนซาที่หน้าตึกคณะฯ จากนั้นก็เลี้ยวอ้อมไปอีกทางเพื่อเข้าตึกสถาปัตย์ วันนี้เขาเกือบสายแต่ก็ยังเซฟเวลาได้ทันท่วงทีเข้าห้องก่อนหน้าอาจารย์ลีแค่ชั่วเสี้ยววินาที จากนั้นก็ต้องทนฟังการบรรยายอันแสนน่าเบื่อตลอดชั่วโมง ประเด็นมันอยู่ที่วันนี้เขามีเรียนแค่วิชาเดียวจากนั้นก็ว่างยาว แล้วไอ้วิชาเดียวนี่ล่ะที่มันจะดึงคะแนนรวมให้ตกต่ำอย่างน่าใจหายถ้าหากคิดจะโดดหรือขอเล็กเชอร์จากเพื่อนฝูงเพราะการให้คะแนนของอาจารย์ลีขึ้นอยู่กับความจำ เห็นหน้าใครบ่อยๆ คะแนนก็จะดีหน่อย ใครที่ไม่ค่อยเห็นก็อาจจะแย่มาก หรือถ้าไม่มาเลยก็ไม่มีคะแนนให้
“ห่า เกือบไม่ทันแล้ว มัวแต่ทำหล่ออยู่หรือไงวะ” ทันทีที่เห็นร่างสูงของคนเป็นเพื่อนโจคยูฮยอนก็ซักทันที เรื่องของเรื่องคือเขาไม่อยากนั่งฟังบรรยายอยู่คนเดียวถ้าได้คนมานั่งเป็นเพื่อนอย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่ามีคนมาร่วมแชร์ความเบื่อหน่ายด้วยกัน
“กูแวะไปส่งพี่ฮีจินมา แล้วนี่ควอนจีโดด?”
“เออ ส่งข้อความมาบอกว่าปวดท้อง ท้องเสีย กูว่ามันเมาค้างมากกว่า” คนหน้าเข้มพยักหน้าว่าเข้าใจก่อนจะสะดุดกับประโยคของไอ้คุณชายหน้าขาวหุ่นสะโอดสะอง
“เมื่อคืนมันไปดื่มกับใคร”
“มันเป็นเมียมึง มึงยังไม่รู้แล้วกูจะรู้ไหม...เชี่ย!” ประโยคหลังด่าสำทับเพราะถูกปลายรองเท้ากระแทกเต็มแรง
“อย่าพูดมาก เช้านี้กูอารมณ์ไม่ดี”
“แล้วมึงอารมณ์ไม่ดีเป็นคนเดียวหรือไงวะ”
“ตกลงเมื่อคืนควอนจีมันไปกับใคร แล้วไปผับไหน?” ที่ถามเพราะค่อนข้างมั่นใจว่าไอ้คนที่นั่งอยู่นี่ก็คงไปมาเหมือนกัน และที่ถามไม่ใช่ว่าสนใจห่วงใยแต่เพราะอะไรบางอย่างมันร้องเตือนว่าเพื่อนอีกคนกำลังจะตกเป็นเป้าหมายของ(ผู้หญิง)ใครบางคน
“ก็ที่เดิม”
“ที่เดิม?” โจคยูฮยอนเลยสำทับชื่อผับให้คนฟังได้แน่ใจในความคิดตน
“มึงยังอยากรู้อะไรอีกไหมกูจะได้ต่อสายให้คุยกับควอนจีเอง” มือขาวจัด ปลายนิ้วเรียวเตรียมจะกดสายโทรออกจริงๆ เห็นหน้าหล่อเหลา รูปร่างเพรียวยิ่งกว่านายแบบบางคนแต่โจคยูฮยอนก็มีความซื่อมากจนติดจะปัญญาอ่อนอยู่ในที บางเรื่องที่ไม่มีใครคิดจริงจังมันก็เอามาคิดเป็นตุเป็นตะ แต่บางเรื่องที่กำลังเข้าขั้นคอขาดบาดตายมันก็ปล่อยวางเสียเฉยๆ ก็ยังมี อย่างกรณีนี้ถ้าซึงฮยอนไม่ชิงกระตุกโทรศัพท์ไปจากมือมันก่อนมีหวังได้โทรไปปลุกควอนจีอย่างที่ปากว่า
“ห่า มึงนี่ซื่อเกินไปหรือว่าปัญญาอ่อนกันแน่วะ”
“ก็กูเห็นมึงสงสัย นึกว่าจะเป็นห่วงเมีย...โอเคๆ กูล้อเล่นแค่นี้”
“เก็บปากมึงไว้อ้อนนูน่าคนดีเถอะ”
“พูดถึงนูน่า...เมื่อคืนเจอพี่แฟนด้วย” ดวงตาคมดุปรายกลับมามองคนข้างตัว คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นไม่ถามแต่อาการที่แสดงออกทำให้โจคยูฮยอนรู้ว่าเพื่อนกำลังรอฟังรายละเอียดที่เหลือ
“มากับนายแบบหน้าใหม่...มั้งนะ หน้าตาท่าทางดีเชียว” มีเสียงหัวเราะผ่านลำคอหนา ถ้าไม่ใช่เพราะรู้จักสันดานกันดีคยูฮยอนก็แทบจะแน่ใจเลยว่าวิธีการหัวเราะของไอ้เทมป์มันคงกระตุกต่อม(ตีน)คนฟังได้ไม่ยาก
“มึงเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นฉายเดี่ยวหรือเปล่าล่ะ”
“เฮ้ย มึงก็พูดไป พี่แฟนมาคนเดียวออกบ่อย”
“แต่ก็ ได้ กลับไปทุกทีไม่ใช่หรือ” คนฟังโคลงหัวดูเหมือนยิ่งพูดก็จะยิ่งเข้าตัว เขาเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่แฟนนิสเคยเชิญไปถึงบ้าน
“ก็พี่แฟนเค้าต้องทำงานนี่หว่า”
“กูก็ไม่ได้เถียง” มันไม่เถียงหรอกแต่สีหน้าแววตาบอกว่าคิดไกลกับคำว่า “งาน” ที่ได้ยิน
“กูบอกมึงหลายครั้งแล้วว่าพี่แฟนไม่ได้เป็นอย่างที่มึงคิด เค้าแค่หาข้อมูลไปเขียนหนังสือแล้วทำไมมึงไม่เคยเชื่อ ห่า...หรือมึงอิจฉา” เชวซึงฮยอนไม่ได้สนใจกับประโยคสุดท้ายของคุณชายโจ เขาเพียงแต่เหยียดยิ้มในแบบที่ถนัด ไม่ต่อความเรื่องเดิมอีกต่อไป
“มึงนี่อคติกับพี่แฟนจริงจัง ถามจริงเถอะเคยโดนพี่แฟนจีบหรือว่าอ่อยหรือไงวะ” การพูดถึงสุภาพสตรีไม่ใช่สิ่งที่สุภาพบุรุษพึงกระทำ แต่ในเมื่อบทสนทนามันเลยเถิดมาไกลและไม่ใช่เพราะความตั้งใจจะดูถูกเจ้าตัวคยูฮยอนก็ไม่เห็นว่าตัวเองจะทำผิดตรงไหนหากจะถามไอ้หน้าเข้มให้กระจ่างใจไปเสียเลย
“เรื่องของกู”
“แต่กูอยากรู้เพราะกูข้องใจที่มึงตั้งตัวเป็นแอนตี้(พี่)แฟนอย่างจริงจัง ทั้งที่พี่เค้าก็ออกจะน่ารัก คุยสนุกแถมยังไม่น่ารำคาญเหมือนผู้หญิงทั่วไป กูเคยคิดด้วยซ้ำว่าถ้าจะมีเมียกูอยากได้ผู้หญิงแบบพี่แฟน” เชวซึงฮยอนหัวเราะในคอ ดูเหมือนเนแฟนนิสจะเป็นไอดอลของผู้ชายรอบตัว หล่อนใช้เสน่ห์บทไหนเขาไม่รู้และไม่สน
“มึงอยากได้เค้าแล้วเคยถามเค้าหรือยังว่าอยากได้มึงหรือเปล่า”
“เชี่ย ปากมึงนี่สุดยอดเลย...กูแค่ยกตัวอย่าง ได้ยินไหมแค่ยกตัวอย่างเว้ย”
“ห่า เสียงดังทำไมเดี๋ยวพ่อมึงก็แดกหัวให้หรอก” แม้จะนั่งอยู่แถวสุดท้ายของห้องแต่ก็ไม่ได้ไกลกว่าสายตาคมกริบของอาจารย์ลีที่มองลอดแว่นมา เชวซึงฮยอนรีบก้มหน้าไม่ใช่กลัวแต่เพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายจำหน้าได้(แล้วมันต่างกับกลัวตรงไหน?) โจคยูฮยอนนั้นแทบจะไถลลงใต้โต๊ะเล็กเชอร์...รอจนอาจารย์ลีถอนสายตากลับคืนทั้งสองจึงพรูลมหายใจออกมาพร้อมกัน
“กูไม่ได้ตื่นเช้ามาเข้าเรียนเพื่อให้ถูกตัดคะแนนนะ”
“กูก็เหมือนกัน แม่งน่ากลัวฉิบหาย”
TBC...
อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้มาตามฟีล+ความองค์ในตัวพระเอก ตอนนี้ได้มาแค่นี้ล่ะ(หัวเราะ) ตอนหน้าจะมาเมื่อไหร่ยังไม่แน่ใจ แ่ต่อาจจะเร็วๆ นี้มั้งเพราะดั๊นขมวดปมให้คนอยากรู้ไว้เยอะ ถ้าเคลียร์ตัวเองจนว่างสุดๆ เมื่อไหร่คงได้แต่งแบบนอนสต๊อปเนะ
ว่าแต่ ตุ๊ดข้างบ้านปากจัดจริงๆ LOL
edit @ 2 May 2011 00:21:14 by Popsical_Kwan